โยมแม่ป่วยทางตา : พระลูกป่วยทางใจ

1

ในการเทศน์ของพระอาจารย์บุญเดชตอนหนึ่งท่านเล่าว่า
ตอนแม่ป่วยชีวิตเราจะอยู่หรือจะไป โอ้มันเกือบตาย เพราะตอนนั้นอายุ ๒๘ ปี ได้ พรรษาแล้ว แม่ป่วยใจเจ้าของก็ป่วยด้วย ใจป่วยทั้งปีแม่ป่วยทางตา ลูกป่วยทางใจ ทำไมถึงว่าอย่างนั้น เพราะ ว่ามีสาวเขมรมาช่วยงานหลวงพ่อสมชาย เขามาขนหินขนทรายเหมือนโยมวัดนี่ เรา ก็มองเขา เขาก็มองเรา เขาคงคิดว่าเราหล่อแน่ๆ ละ ไอ้เราก็คิดว่าเขาสวยแน่ๆ ละ ไม่รู้เป็นอย่างไร เกิดความคิดว่าอยากจะไปอยู่กับเขา ป่วยใจ พุทโธอย่างไรก็ไม่สงบ พรรษา นั้นแล้วก็บักเงาะๆ ยังไงมันก็เงียบ เดินจงกรมอย่างไรมันก็ไม่สงบ สุดท้ายเดินไปแบก ปูนตั้งแต่ ๓ ทุ่มถึงตีสาม เสร็จแล้วไปทำวัตร ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จเรียบร้อยแล้วไป บิณฑบาตกลับมาฉันฉันเสร็จลงไปแบกปูนต่อถึงเที่ยงลองไปนอนดูซินอนปุ๊บเออหลับไปสัก ๒ ชั่วโมง พอหายเหนื่อยปั๊บเหมือนเดิม

ชีวิตความรักครั้งแรกนี่ทรมานนะ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ มองตาหมายถึงดวงใจเออมองตานี่มันรู้ใจ มันรู้จริงๆ ทีนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร จนกระทั่งทุกข์มันถึงที่สุด ใกล้จะออกพรรษา จึงเข้าไปหาหลวงพ่อ “หลวงพ่อครับ ผมสึกไปกับอยู่นี่จะเป็นอย่างไร” หลวงพ่อก็บอกว่า “ถ้าอยู่ไปแล้วได้ดี แต่ถ้าสึกไปแล้วก็ได้ดีเหมือนกัน ดีคนละอย่าง ถ้าไม่เข้าคุกก็คงไปอยู่เป็นโจรใต้ละมั้ง” ท่านว่าอย่างนั้น “อย่าไปเลยนะลูกเอ๋ย” แล้วหลวงพ่อสมชายสอนว่า “ผู้หญิงที่ไหนจะรักเราเท่ากับแม่ของเรา” โอ้โห ถูกหัวใจปิ้งเลย ทีนี้เหมือนเทพบันดาลเลย พอออกพรรษาวันแรก โยมพ่อโทรเลขมาหาเราวันแรกเลยว่า แม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลกลับบ้านด่วน ถ้าไม่มีโทรเลขนี่จะไปอ้างหลวงพ่อไม่ได้แต่ที่จริงเราอยากหนีอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ตายแน่ไปเป็นลูกเขยเขมรแน่นอน กรรมกับเขมรนี้สงสัยเป็นกรรมสมัยไปรบราฆ่าฟันนั่นน่ะ มันยังไม่จบไม่สิ้น กรรมกับเขมร สู้กันถึงอายุ ๓๘ ปี ถึงจบสิ้น ทีนี้ก็กลับบ้านเอาโทรเลขไปอ้างหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่าไปเถอะ การอุปัฏฐากพ่อแม่นี้ได้บุญเท่ากับอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า เรานี่ก็เคยอุปัฏฐากพ่อ ไปเถอะไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีอะไรจำเป็นให้กลับมาหาหลวงพ่อก่อนนะอย่าเพิ่งไปตัดสินใจ แต่ก็ไม่เข้าใจว่า เอ้หลวงพ่อท่านคิดอย่างไร ท่านก็ให้สามเณรรูปหนึ่งไปส่ง ถือปัจจัยไปส่งถึงท่ารถ เราก็บอกให้กลับไปอยู่กับครูบาอาจารย์

อาตมาไปลงจังหวัดเลย ไปโรงพยาบาลเลย ไปเห็นโยมพ่อ โยมพ่อก็พาไปเยี่ยมโยมแม่ ปรากฏว่าตาข้างขวาบวม ขาก็บวม แขนก็บวม นอนอยู่โรงพยาบาลเป็นขนาดนี้เลย ถามพ่อว่าเป็นมานานแล้วหรือยัง เป็นเดือนแล้ว เอ้าเป็นเดือนแล้วทำไมไม่โทรไปบอก โทรบอกอย่างไร มันอยู่ในพรรษาอยู่เราเคยเป็นมหาเว้ย เออจริงของแก ก็เลยไม่เถียงแก พูดถึงเรื่องความรู้เราสู้เขาไม่ได้ เขาเป็นมหาบอกลูกว่าพวกมึงไม่ต้องเรียน กูเรียนมาไม่ได้เป็นอะไร พี่น้องอาตมานี่จบ ม. ๖ อยู่คนเดียว อาตมา ป. ๕ ครึ่ง น้องชายป. ๔ ครึ่ง นักธรรมโทเท่ากันเหมือนหลวงปู่นวล ได้ตั้งแต่เป็นเณร

อาตมาก็เลยไปคุยกับหมอ หมอบอกว่าเครื่องมือในโรงพยาบาลนี้ไม่มี มีในโรงพยาบาลเอกชน แล้วหมอตาที่เก่งที่สุดก็ไปจากโรงพยาบาลนี้แหละ แต่ว่าต้องใช้เงินสามหมื่นห้าพันบาท เราไม่มีสักบาท มีแต่บาตรใบเดียว ก็เลยมาปรึกษากับโยมพ่อ ถ้าขายวัวก็ไม่พอ ขายควายก็ไม่พอ มีวิธีเดียวขายนา ถ้าขายนาแปลงเดียวเขาก็ไม่ซื้อ มันมีสองแปลง ต้องขายสองแปลง แล้วน้องจะกินอะไร โตขึ้นมาถ้าเขามีครอบครัวจะ กินอะไร เอาอย่างนี้ เออเราบวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนเป็นพระ หมู่พวกเพื่อนฝู่งเราก็มีเยอะแยะ ทั่วประเทศไทย ไปหาหมู่พวกเพื่อน ก็เลยนั่งรถไปถึงสงขลานั่นแหละ มีเพื่อนอยู่ที่นั่น ไปยืมเงินก็ไม่ได้ คนนี้เป็นมหา มหาจ่อย ตอนนี้อยู่ทางจังหวัดเพชรบูรณ์แกมาเรียนหนังสือด้วย อยู่ในตัวจังหวัด โอ้ยเขามายืมไปเมื่อ ๒-๓ วันนี่

อาตมาตีกลับจากสงขลาเข้ากรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ ลงไปจันทบุรี ได้แปดพันบาทหลังจากนั้นขึ้นเหนือสุด ไปถึงเชียงรายก็ไม่ได้ กลับลงมาใต้ ตะวันออก เหนือ กลับมาถึงโยมพ่อ๖ วันพอดี ทำอย่างไรดีหนอ ได้เงินมาแค่แปดพันบาท ค่ารถค่านั้น ค่าน้ำเหลือเงินอยู่ประมาณห้าพันบาท ขนาดข้าวนี่ซื้อวันละ ๕ บาท น้ำแข็งถุงเดียว น้ำขวดขวดเดียวใส่ในกระติก นั่งรถพุทโธๆ จะได้เงินที่ไหนเน้อมาผ่าโยมแม่ เออมันก็ดีอย่างหนึ่งในระหว่างที่คิดจะไปยืมเงิน ไม่คิดถึงสาวเขมรสักหน่อยเลย สาวเขมรไม่รู้ไปไหน คิดอย่างไรก็ไม่ไป ธรรมดาไม่เห็นหน้าคิดปี๊บ หลับปั๊บนี่มาแล้ว

อาตมาก็เลยบอกหมอว่า อาตมาไม่ได้เงิน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อาตมาขออธิษฐานจิตก่อน ขออยู่ด้วยสักเดือนหนึ่งได้ไหม อาตมารอญาติอยู่ บางทีญาติหาเงินได้เขาอาจจะเอาเงินมาให้ อาตมารอยืมเงินห้าหมื่น หมอบอกได้ไม่เป็นไร อันที่จริงเอา ตัวรอดไปอย่างนั้น ไม่ได้โกหกเด้อ พูดเรื่องจริง แต่ที่จริงแล้วเราไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดว่าเหลือหนทางอยู่วิธีเดียวเข้าป่า เข้าป่าใกล้ๆ นั่นแหละ เป็นวัดของครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่ซามา อดีตหลวงปู่ซามา เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั่น ห่างจากจังหวัดเลยไป ๒ กิโลเมตรขึ้นไปทางภูเรือ

ก็ไปอธิษฐานว่า “สาธุ ข้าพเจ้าบวชมาตั้งแต่เป็นเณร จนกระทั่งมาอยู่กับครูบาอาจารย์ ทำบุญกับครูบาอาจารย์ สร้างบารมีร่วมกับครูบาอาจารย์มาก็มาก อุปถัมภ์อุปัฏฐากพระอรหันต์มาก็เยอะ ขอให้บุญกุศลของข้าพเจ้าในชาติปัจจุบันนี้จงมารวม ณ ที่นี้ด้วยเถิด แล้วข้าพเจ้าจะโอนบุญทั้งหมดที่มีในตัวข้าพเจ้าไปให้โยมแม่ ให้โยมแม่หาย ถ้าโยมแม่หายจากตาบอดนี่ ข้าพเจ้าจะขอตายในผ้าเหลืองนี้ จะขออยู่ในผ้าเหลืองนี้จนตลอดชีวิต แต่ถ้าโยมแม่ไม่หาย จะขอเดินจงกรมจนตาย ต่อแต่นี้จะไม่นอน ด้วย สัจจบารมีอันนี้ที่มีจริง ขอให้ดวงวิญญาณของครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ไม่รู้เป็นไม่เป็นไปว่าเลย ปักรูปต่อหน้ารูปเหมือนท่านเข้าไปเลย แล้วว่าพุทโธ ๆ

ตอนเช้าก็ไปบิณฑบาต บิณฑบาตมาก็เอาข้าวในบาตรใส่ในถุงไว้ให้แม่ ก็ไป ซักเสื้อผ้าให้แม่ ผ้าแม่ที่เอากองๆ ไว้ในตะกร้า โยมพ่อแกไม่ชักให้หรอก ซักเสร็จเรียบร้อยบอกโยมแม่กลับแล้วนะ แกก็บอกว่าเออไม่เป็นไร กลับไปเถอะลูกเอ๋ย เราก็ออกมา ก็มาฉันที่เหลือไว้หน่อยเดียว ก้อนเดียว บางวันมีกล้วยก็ฉันกับกล้วย บางวันมีปลาทูก็ฉันกับปลาทูนิดเดียวพอ นอกนั้นไว้ให้แม่กับพ่อหมด ก็มาเดินจงกรม ฉันเสร็จเดินจงกรมต่อ ฉันเสร็จมาเดินจงกรมต่อ มันทุกข์ที่สุดก็คือมีเวทนาปวดหลัง เดินนี้เวทนามาขึ้นที่ขากับเอว ที่นี้มาปวดหลังมาก โอ้ยเหมือนภูเขาทั้งลูกมามัดไว้ที่นี่ ก็ช่างมัน เดินพุทโธ ๆ อย่างเดียว ยืนหน่อยเดียว สามสิบรอบปั๊บ หมุน ในระหว่างหมุนมันร้อนเป็นไฟ ป่านนี้หนอ ถ้าแม่เราอุ้มท้องเรา พาเราเดินตามหลังเป็ด เดินตามหลังวัวหลังควายนี้ เพิ่นจะทุกข์ขนาดไหนหนอ เราก็ตัวอ้วนปานนี้ เราก็ตัวใหญ่ปานนี้ เพิ่นจะเป็นทุกข์เพราะเราขนาดไหนพอนึกถึงหน้าแม่ปั๊บ ไม่สนใจเดินต่อ

พอถึงวันที่ ๕ วันที่เวทนาสิ้น เอ้าตายเป็นตาย พุทโธๆ มันก็ปวดๆ แต่มีความรู้สึกว่าความปวดนั้นมันเล็กลงๆ จนเท่าปลายนิ้วก้อย แล้วความปวดเท่าปลาย นิ้วก้อยก็ปลิวหาย หลุดไปเลย พอหลุดไปปั๊บ มันก็หาย ก็เบา โล่ง พุทโธๆ โอ้โห พอเบาโล่ง จิตก็สว่าง โล่ง ตามองภูเขาเวลากลางคืนทะลุปรุโปร่งไปเลย

ในโลกนี้ไม่มีอะไร สมมติว่าหันหน้าไปทางนี้ทะเลก็เห็นหมด โลกนี้ราบเรียบไปหมด มีแต่โพรงว่างเฉยๆ สักว่าเฉยๆ สักว่าภูเขา ที่จริงแล้วมันก็เป็นสมมติ แต่ว่ามันไม่มีอะไรบัง มันทะลุปรุโปร่งเป็นโพรงว่างไปเลย แล้วก็มีแสงลงมา โอ้ยแสงแบบนี้ ถ้าเดินแบบนู้เดินปีหนึ่งก็ได้ เพราะว่ามันไม่เหมือน ๕ วันที่แล้ว พุทโธๆ มีแต่ทั้งปวดทั้งร้อน ไม่ได้ต้องสู้ต่อไปพุทโธๆ เดินลูกเดียวทีนี้ก็พอมันหลุดออกไปแล้วก็เลยเกิดแสงสว่างก็เห็นผู้หญิง ๓ คน เดินมา เขาก็สวดคาถาว่า นะโม นะเม นะเม นะวะ นะโม นะเม นะเม นะวะ (ไม่รู้แปลความหมายว่าอย่างไร แต่คำๆ นี้อาตมาไปถามหลวงตามหาบัวเหมือน กันท่านบอกว่าเป็นภาษาเทพ) พระคุณเจ้ามีเรื่องอะไรหรือ อ้าวโยมมาจากไหนหรือพวกดิฉันจะผ่านไปทางนี้แต่ได้ยินเสียงท่านสวดว่าพุทโธๆ ก็เลยลงมาดูเพราะเดินผ่านไม่ได้อ้อมันเป็นอย่างนี้หรือ หลวงปู่ท่านว่า รัตนจงกรมของพระพุทธเจ้า แม้แต่เทวดาก็เสด็จผ่านไม่ได้ ฟ้าผ่าหัวเป็น ๗ เสี่ยงทันที

อ้อนี่มันเป็นทางจงกรมเก่าของหลวงปู่น้อ เราก็คิด เอ้อโยมแม่อาตมาป่วยอยู่โรงพยาบาล อาตมาไม่มีเงินรักษา ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้หาย ถ้าหายแล้ว ท่านจะให้อะไรพวกดิฉัน อาตมาจะยกบุญให้หมดเลยถ้าโยมแม่หายจริงๆ อาตมาจะได้ภาวนาต่อ แล้วก็จะอยู่ในพุทธศาสนานี้ต่อ คิดในใจ พอคิดปุ๊บ เขาก็ตอบปั๊บเลย พวกเขาก็ไป ปรากฏว่าเดินไปขาไม่ถึงดิน ไม่รู้ว่าผีหรือเทวดา แต่สวย แต่สวยอย่างไรก็สู้สาวเขมรไม่ได้หรอกนะ เพราะตอนนั้นสาวเขมรยังไม่ออกจากใจ ยังมีนิดๆ หน่อยๆ เดือนหนึ่งยังมี วันคิดสักครั้งหนึ่ง ตอนเช้าก็เตรียมบาตรเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใส สบายมาก มันสว่างข้างใน กลางวันกับกลางคืนเหมือนกัน เดินไปไหนก็ตามไม่ต้องใช้ไฟฉายสว่างไปหมด ไม่สว่างเหมือนคนอื่นนะ กลางคืนเหมือนกลางวัน เป็นนานทีเดียว เป็นอยู่อย่างนั้นเดือนหนึ่งเต็มๆ ถึงหาย นี่ความเป็นเอง ไม่ใช่ไปเอาตำรามาอ่านเด้อ มันเป็นแบบนั้น กลางวันกับกลางคืนนี่สว่างโร่ แต่ว่ากลางคืนสามารถเข้าถ้า เข้าไปดงไปป่าเห็นเขาส่องไฟฉายนี่ส่องไปทำไม มันสว่างขนาดนี้ เดือนมืดเดือนหงายก็สว่าง ไปไหนไม่ต้องใช้ไฟฉาย พอมันหายหรือมันเสื่อม มีดตื๊ดตื่อเหมือนเดิมว่ะ นี่เป็นอย่างนั้น

ที่นี้ก็ไปบิณฑบาต ๓ คนนี้อีกแล้วมาใส่บาตร เขาเอาอาหารใส่ในถุงมา เอ๊ะทำไมเหมือนคนเมื่อคืนที่แล้ว พอเดินผ่านเขาไปปั๊บหันหลังมามองไม่เห็นแล้ว ทั้ง ๓ คนพอเปิดดูบาตร มีข้าวต้มอยู่๓ ถุง โอ้หอม หอมมาก เออแม่เราคงจะชอบข้าวต้ม พอ บิณฑบาตได้เต็มบาตร ไปหาโยมแม่ พอเปิดประตูเข้าไป โยมแม่ลุกขึ้นนั่งได้แล้ว อ้าวมาแล้วเหรอ เมื่อไรจะพาโยมแม่กลับไปเสียที่ ตาหายแล้ว คือยุบไปเลย คืนนั้นตายุบทีเดียวตาลืมได้เลย แม่ฝันว่ามีผู้หญิง ๓ คน สวยยิ่งกว่าแม่ตอนเป็นสาวอีกนะ (โอ้โหไม่ธรรมดาเลยแม่เรา) เอาลูกอมมาให้ แม่อ้าปากแล้วเขาก็เอาลูกอมใส่ปากแม่ แม่ก็กลืนเข้าไป มันก็เย็นลงไปเรื่อย เย็นลงไปๆ พอเย็นลงมาถึงตรงนี้ปั๊บ ก็สว่างโล่ง เบาพอเบามันเหมือนดังพรีบเดียวงอขางอแขนลุกขึ้นได้ทันที ลืมตาปั๊บเห็นเลย แม่ว่าอย่างนั้นพอมองเห็นใหม่ๆ แม่ก็บอกว่าอยากกินหมาก ไม่ได้กินหมากเป็นเดือนแล้ว เพราะไม่มีคนตำให้ แม่เลยอยากกลับบ้าน อาตมาก็เลยไปขอหมอ ก็ไปบอกโยมพ่อว่า เรากลับบ้านเถอะ เพราะว่าเรามีเงินอยู่แค่นี้ เราก็อยู่นานแล้วกลับเถอะ

อาตมาก็ไปเก็บของเก็บบริขารมาเรียบร้อย ก็ไปบอกโยมพ่อว่าจะรออยู่ที่ศาลาพักญาติ ก็เอาบาตรมาตั้งไว้ข้างหน้า ไม่ได้เปิดฝาบาตรไว้ ตั้งไว้เฉยๆ ก็คิดว่าเราไม่ได้นั่งตั้ง ๗ วันแล้วนะ วันนี้บริกรรมสักหน่อย พอพุทโธปั๊บจิตพรีบเดียว ดับปิ้งสว่างโร่เรียบร้อยไม่รู้อยู่ที่ไหนแต่นั่งอยู่ที่เดิมล่ะน่ะไม่เห็นอะไรแต่ได้ยินเสียงเขาเปิดฝาบาตรดังแป้ง สักพักได้ยินโยมพ่อมาเรียก “กลับบ้านเราเถอะ” พอลืมตาขึ้นมาเงินเต็มบาตรเลย โยม พ่อก็เอาฝาบาตรมาปิด เขาให้เราหรือเปล่านั่นนะ บาตรเรามันตั้งอยู่ตรงหน้าเรา ไม่รู้ใครมาให้ ไม่ทราบ โยมพ่อก็เอาบาตรห้อยคอขึ้นรถกลับบ้าน พอกลับไปถึงบ้านก็เอาให้โยมพ่อ โยมแม่อาตมาไม่เอาสักสลึงนับเงินได้แปดหมื่นกว่าบาท อันนี้เรียกเงินเทวดา

ประสบการณ์เรื่องเงินเทวดานี้ โอ้อาตมาเจอเป็นสิบๆ ครั้งนับไม่ถ้วน ครั้งแรกแปดหมื่นหกพันบาท ครั้งนี้สามหมื่นบาท ที่เขาจะมาทำบุญกับหลวงพ่อนวลนี่ นอก นั้นอีกหลายสิบครั้งที่ทำบุญกับหลวงตามหาบัวนี่ได้ทอง ๒ กิโลกรัม เงินได้มาจากเทวดาทั้งนั้น ทองคำได้มาจากพญานาค พญาครุฑ มนุษย์ แล้วก็เทวดา เขาเรียกว่า สี่แคนโลกธาตุ คนที่เป็นใหญ่ในสี่แดนโลกธาตุ คือ ท้าวจตุรสีห์มหาราช ถ้าใครไม่อยากจนเวลาทำบุญก็อุทิศไปให้ท้าวจตุรสีห์มหาราชนะ โอ้ห้าทุ่มแล้วเด้ เราเทศน์นาน

ทีนี้ก็เลยเอารูปมาอธิษฐาน สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ แล้วบอกแม่ แม่! ถ้าแม่จำเป็นนะให้แม่จุดรูปนี้ แล้วกลิ่นรูปจะไปถึงลูก แล้วลูกจะมาเอง เดินเอา เพราะว่าลูกจะไม่เอาเงินใคร เพราะไม่ต้องการเดือดร้อนใคร อาตมาจะไม่อยู่ไกลหรอก จะอยู่ห่างจากนี้ไปประมาณ๐ กว่ากิโลเมตร เราจะเดินตัดขึ้นภูเรือ ได้ยินใส่หูว่าถ้าจะไปพระนิพพาน ต้องข้ามแม่น้ำแห่งภพ แม่น้ำแห่งภพจะข้ามได้อย่างไร ก็ต้องไปขึ้นเรือเรืออยู่ที่ไหนอยู่ที่อำเภอภูเรือ อ้าวแปลกเสียแล้วสิ แต่เป็นความหมายของปริศนาธรรมแต่ที่ไหนได้เราจะได้ไปเห็นธรรมที่ภูเรือ อันนี้คือความหมายไปทุกข์ที่สุดที่ภูเรืออีกไปเห็นสาวภูไท เขาเอาข้าวใส่บาตร ต้ายเกือบตายอีก นั่นแหละไปบรรลุธรรมที่นั่น ไปละกามได้ที่ภูเรือ ละกามได้เลย คือเรื่องของกามนี่ โอ้โห ต่อให้สาวเขมรงามยิ่งกว่านางงามจักรวาลภูก็ไม่สน เพราะมันละได้กลับมาเรื่องนี้ต่อ ก็เลยบอกแม่ว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าจุดรูป เพราะถ้าจุดรูปอาตมาเดินกลับไป กลับมาแย่แน่เลย แม่ถามว่า ถ้า คิดถึงจุดได้ไหมตอบว่า “ถ้าคิดถึงก็จุดไม่ได้ ถ้าไม่จำเป็นห้ามจุดรูป” ที่นี้ก็เดินมุ่งหน้าขึ้นภูเรือก็ไปอยู่วัดเก่าของหลวงปู่ทอก วัดป่าธรรมานุสรณ์ บ้านบง ไปภาวนาอยู่ที่นั่น อันนี้อัศจรรย์ครั้งแรกที่สุด ในเรื่องเกี่ยวกับเงินเทวดา ก็เลยจะสรุปว่า ทั้งทองคำทั้งเงินนี้ประสบการณ์ของอาตมานับไม่ถ้วน

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo