จิตสว่างรวมอยู่ฐานเดิม

1

การบำเพ็ญปฏิบัติจิตภาวนา ณ อ. ภูเรือ จ. เลย  ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นี้ นั้นเป็นปีแห่งการทำความเพียรอย่างหักโหมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การอดนอน ณ ภูวัว อดนอนทั้งกลางวันกลางคืนติดต่อกัน ๓ เดือนเต็มๆ จึงมาพักผ่อน ๑ อาทิตย์ จากนั้นจึงฝึกฝนเคี่ยวเข็ญอบรมจริตธรรมด้วยอุบายเดิม เมื่อฝึกจิตยังไม่มีอำนาจสมาธิเพียงพอจึงได้อดทนฝึกฝนอบรมบำเพ็ญด้วยจริตอดนอนติดต่อกันอีก ๓ เดือน จากนั้นจึงเดินทางมา ณ ภูลังกา การฝึกฝนยังไม่ลดละจึงมาเร่งบำเพ็ญจิตด้วยการอดนอนอีก ๓ เดือนติดต่อกัน สลับกับการอดอาหารติดต่อกัน ๓๕ วัน จนมีพรรษาได้ ๕ พรรษา จึงมาพำนัก ณ ภูเรือ การทำความเพียรก็ยังต่อเนื่องเหมือนที่ผ่านมา คืนนั้นได้นั่งภาวนาพิจารณาเวทนาทางกาย นั่งสมาธิในอิริยาบถเดียวไม่ขยับเขยื้อนกายลุกไปไหนตั้งแต่หัวค่ำข้ามคืนจนถึงรุ่งเช้า จิตสามารถผ่านพ้นเวทนาทางกาย จิตรวมลงสู่ฐานสมาธิฐีติภูตัง (ฐานเดิม) จิตเกิดความสงบแจ้งสว่างไสวบังเกิดขึ้น

พระอาจารย์บุญเดชได้กล่าวถึงสภาวะจิตครั้งนั่งสมาธิผ่านเวทนาให้ได้ทราบว่า “จิตมันอ่อน เกิดความเมตตาสงสารคนอื่นและเมตตาสงสารตัวเอง พิจารณาภายนอกภายในก็ทราบชัด พิจารณาเห็นความเกิดความดับ ดูอะไรก็จะเป็นธรรมไปหมดช่วงที่แจ้งสว่างมองดูคนก็จะทะลุไปหมด ตอนนั้นดูคนผู้หญิงผู้ชายดูตอนช่วงผ่านเวทนานั้นจะเป็นเด็กน้อยไปหมด จะเป็นแบบว่าจะเกิดความสงสารเขา มันจะรู้ความทุกข์เขา คนจนก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนรวยก็ทุกข์แบบหนึ่ง มดแมลงก็เกิดความสงสารเขาเมตตาเขา เขาก็เป็นสัตว์โลกเหมือนกัน โอ้ สงสารเขาหลาย สูเกิดมาอะไรบอกเขา ชีวิตมึงก็คือชีวิตกูนี่แหละ กูก็คือสูนี่แหละ เกิดมาต้องมาหาอยู่หากิน ตัวน้อยก็ต้องมาหาอยู่หากิน แต่ความกลัวความเกรงใจไม่มี ช้างก็ไม่กลัว เสือก็ไม่กลัว อยู่ภูหลงจะมีเสือ มีช้าง พาเณรไปขุดหาหัวยานี่ ไปเห็นช้างก็ไม่กลัว เจอกันจะๆ จังๆ เห็นเสือก็ไม่กลัวเพราะจิตไม่ได้คิดอาฆาตพยาบาท มีแต่ความสงสารเขา อยู่ภูเรือ ๓ เดือน จึงกลับมาภูลังกา บำเพ็ญภาวนาเร่งความเพียรอดอาหารจนแจ้งสว่าง ซอด มันก็ทะลุเหลียวมองดูภู (ภูเขา) ก็ซอดทะลุ มองดูภูเขาเลากาก็ราบเรียบไปหมด เห็นแต่โพรงว่างของมัน โอ้นั่นภูเขา มองดูตะวันก็เหมือนกัน ด้านการพิจารณาก็ไปเรื่อยๆ ปัญญาก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนกัน

พระอาจารย์บุญเดชได้กล่าวให้ทราบเรื่องกายสังขารธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ของท่านให้ทราบว่า “เห็นร่างกายเป็นกระดูกซี่โครง เห็นร่างกายคนอื่นก็เป็นกระดูกซี่โครง เริ่มแรกเห็นกระดูกซี่โครงบริเวณหัวใจก่อนก็เกิดความวิตก “โอ อะไรหนอ ทำไมเป็นอย่างนี้” เห็นหัวใจตัวเองเต้นตึกๆ ก็เกิดเวทนา หัวใจสั่น ปกติหัวใจจะเต้นไม่สั่น คราวนี้เห็นหัวใจตัวเองสั่นระริกๆ “ทำไมมันจึงสั่นหนอ” เราก็พุทโธๆ ไปด้วย ต่อมาจิตก็แจ้งสว่าง ก็ได้ย้อนจิตเข้าหากาย ปั๊ปก็มาสว่างที่หัวใจก็เริ่มเห็นกระดูกซี่โครง มาพิจารณาจิตมันแจ้งก็สว่างธาตุขันธ์ขึ้นๆ จนเห็นหมดทุกส่วนของร่างกาย เห็นกระดูกอวัยวะ ๓๐๐ ท่อน ก็ประคับประคองจิตไปเรื่อยๆ ต่อมาไปไหนก็เห็นคนเต็มไปด้วยกระดูก เคยไปตลาดมองไป โดยมองไปเห็นแต่กระดูกเดินไปเต็มไปหมด เดินยั้วเยี้ยไปตลาด “อ้าว ตลาดทั้งตลาดทำไมมีแต่กระดูก ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ” จากนั้นจึงน้อมจิตเข้าสู่กาย “โอ นี่หรือสัตว์โลกทั้งหลาย นี่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรากำหนวดอนัตตา (พิจารณาธรรม) ปรากฏเห็นเป็นรูปผู้หญิงผู้ชายเดินสวนกันในตลาด กำหนวดให้เห็นกระดูกก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ คล้ายเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ เกิดความสังเวชใจ โอ้ ที่จริงคนเราไม่มีอะไรนะ คนหล่อก็ไม่มี ขี้เหร่ก็ไม่มี มีแต่กระดูกเดินได้เนื้อหนังมังสาของคนงามปานใดก็เน่าก็เปื่อย คนขี้เหร่ตายไปก็เน่า จิตที่ยังไม่หมดกิเลสนี่นะที่นำไปเกิด

 “เอ เป็นอย่างนี้สิมนุษย์” จิตพิจารณาก็เริ่มเบื่อหน่าย บางทีฉันข้าว “เราต้องพิจารณาก่อนฉัน ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูลเสียก่อน บางวันพิจารณานานไปมากจนเน่าขึ้น ปรับคืนไม่ได้ฉันไม่ได้เลย อาหารจะอร่อยปานใดก็ตาม จิตมันปรับไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้วิธีปรับช่วงเรามาเป็นใหม่ๆ วิธีกลับจากอสุภะให้มาคืนเป็นสุภะให้จิตย้อนคืนมาอยู่ในสภาพปกติ มาเพ่งดูกายเราให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งกราบเรียนพระอาจารย์บุญเดชว่า “ครั้นพอจิตแสงสว่างแล้วจะทำอย่างไร” พระอาจารย์ตอบด้วยอุบายธรรมว่า

“แยกจิตตอนจิตสว่าง แยกไม่ได้ต้องถอนจิตขึ้นมาในช่วงอุปจารสมาธิ จึงจะแยกได้เพราะตัวแจ้งสว่าง คือ ตัวชาร์จพลังงานตัวพักจิต เพราะตัวแสงสว่างไม่มีตัวตน (อัปปนา) ไม่มีความหิวกระหาย มีแต่ความอิ่มความสว่าง บางทีมาทุกข์มาติดทุกข์เพราะเรากำหนดละทุกข์ไม่ได้เรายังไม่รู้วิธีเรามาทุกข์ที่สุดตอนเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะกับมาอดนอนเลือดจาง ทุกข์หนัก แต่ว่ามันสุขใจเพราะจิตเริ่มสว่าง ธาตุขันธ์ทุกข์หนักปานกระดูกจะแตกนั่งนานก็ไมได้จะเคลิ้มหลับแต่ดีอย่างคือพ่อ (พญานาค) ติดตามมาดูตลอด ถ้าท่านไม่มาก็จะมีบริวารท่านมาดูแลไม่ให้หลับ”

จึงสามารถผ่านเวทนานี้ไปได้

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo