พระอุปคุต พระมหาเถระผู้ทรงฤทธิ์และประทานลาภ

0
พระอุปคุต

พระอุปคุต หรืออีกชื่อคือ พระอุปคุปต์ เป็นพระภิกษุองค์สำคัญองค์หนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งชื่อ “อุปคุต” มีความหมายว่า ผู้คุ้มครองรักษา เชื่อกันมาว่า พระอุปคุตมีอิทธิฤทธิ์ปราบท้าววสวัตตีมาร ในคราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชจัดพิธีฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น

พระอุปคุตเป็นบุตรของเศรษฐีของเมืองมถุรา ริมฝั่งแม่น้ำยมนา เกิดหลังพระพุทธองค์ปรินิพานแล้ว ๒๐๐ ปี เนื่องจากบิดาได้เคยสัญญาก่อนที่จะมีบุตรต่อานพระสาณะกะวาสิน ว่าหากมีบุตรชายจะให้ออกบวช กระทั่งท่านเศรษฐีมีบุตรคนที่ ๑ และ ๒ ก็ยังบ่ายเบี่ยงยังไม่ให้บุตรชายทั้งสองนั้นได้ออกบวช กระทั่งอุปคุตกุมารซึ่งเป็นบุตรชายคนที่ ๓ ได้ไปฟังเทศน์ของท่านพระสาณะกะวาสินที่วัดกับบิดา ท่านได้นั่งฟังเทศน์อย่างสงบพิจารณาไปตามกระแสของพระธรรมที่พระสาณะกะวาสินแสดงทำให้ท่านได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อท่านได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วก็มีความประสงค์อยากจะบวชในพระพุทธศาสนาจึงพูดขออนุญาตกับบิดา บิดาของท่านเมื่อเห็นบุตรชายคนที่ ๓ มีความประสงค์อย่างนี้ก็คิดว่าเราได้ให้สัญญากับพระสาณะกะวาสินไว้ จึงให้อุปคุตกุมารออกบวช เมื่ออุปคุตกุมารได้บวชแล้วก็ได้ปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานอย่างขยันและจริงจังทำให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญาโดยการใช้เวลาไม่นาน

เมื่อท่านอุปคุตได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็เป็นอาจารย์สั่งสอนสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานแก่ลูกศิษย์ลูกหาจนมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในสมัยนั้น การสั่งสอนของท่านทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นเป็นจำนวนถึง ๑๘,๐๐๐ รูป พระอุปคุตท่านเป็นพระอรหันต์ที่ได้อภิญญาซึ่งสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และฤทธิ์เดชได้ต่างๆนานาเป็นที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ท่านมีปฏิปทาในทางมักน้อยสันโดษไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะเพราะฉะนั้นท่านจึงเนรมิตเรือนแก้วขึ้นในสะดือทะเลหลวงแล้วจึงลงไปจำพรรษาและอาศัยอยู่ในที่นั้นจนตลอดอายุขัยของท่าน

พระอุปคุตแสดงฤทธิ์ปราบท้าววสวัตตีมาร

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ในครั้งนั้นพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงเนื่องจาก มีกลุ่มชาวบ้านแฝงมาอาศัยผ้าเหลืองหากินทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธาในพระศาสนา ในครั้งนั้นพระเจ้าอโศกมหาราช พระราชดำรัสที่จะชำระพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ ตามเจตนารมณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วางการดำเนินแนวทางไว้ให้ จึงทรงสร้างพระสถูปเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์

ครั้นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเรียบร้อยแล้ว ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดการฉลองสมโภชองค์พระมหาเจดีย์ ให้สมพระราชศรัทธา โดยจะจัดฉลองเป็นเวลาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ทรงเห็นว่า งานสมโภชพระมหาธาตุนี้เป็นงานใหญ่ เกรงว่า จะมีอันตรายและมีปัญหาต่างๆ พระองค์ทรงขอให้คณะสงฆ์หาทางช่วยป้องกันเหตุต่างๆ โดยขอให้คัดเลือกพระเถระผู้สามารถมาช่วยป้องกันภัยอันตราย เมื่อพระเถระเข้าญาณพิจารณาก็ทราบด้วยญาณของตนว่า เนื่องในงานสมโภชพระมหาเจดีย์ครั้งนี้ภัยจะเกิดขึ้นต่างก็หาวิธีแก้ไขต่างๆ จึงได้ทำการปรึกษากับคณะสงฆ์

พระสงฆ์ทั้งปวงจึงกล่าวว่า “พระอุปคุตที่จำศีลอยู่กลางสะดือทะเล เป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มากสามารถเนรมิตครอบแก้วคลุมตนไว้ ควรที่มหาบพิตรจะไปอาราธนามาดูแลละป้องกันภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้น” พระองค์ทรงทราบความจึงขอให้คณะสงฆ์ไปทำการอาราธนาพระอุปคุต พระเถระทั้งหลายจึงให้พระภิกษุหนุ่ม ๒ รูป ผู้ทรงอภิญญาสมาบัติไปอาราธนาพระอุปคุตมาสู่ที่ประชุม พระภิกษุ ๒ รูปนั้น จึงเข้าญาณสมาบัติระเบิดน้ำลงไปหาท่านพระอุปคุตแล้วแจ้งให้ทราบว่า “บัดนี้คณะสงฆ์ทั้งหลายมีเถรบัญชาให้ข้าพเจ้าทั้งสองมาอาราธนาพระคุณท่านไปร่วมการประชุมเพื่อปรึกษางานพระพุทธศาสนา”

พระอุปคุตเถระทราบสังฆบัญชาเช่นนั้น คิดว่าจะต้องไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ จะขัดคณะสงฆ์ไม่ได้ ต้องเคารพอำนาจแห่งหมู่สงฆ์ และงานนี้ก็เป็นงานพระพุทธศาสนา จากนั้นพระอุปคุตเถระจึงบอกภิกษุ ๒ รูปนั้นว่า “ท่านจงกลับไปก่อนเถิด เราจะตามไปทีหลัง” พระภิกษุหนุ่ม ๒ รูปนั้นกราบลาเดินทางล่วงหน้ามาก่อน พระอุปคุตจึงเข้าญาณสมาบัติมาถึงสำนักพระเถรานุเถระทั้งหลาย ก่อนภิกษุหนุ่ม ๒ รูป พระสงฆ์เถระประชุมสงฆ์ จึงกล่าวแก่พระอุปคุตว่า “คณะสงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน เพราะความผิดที่ท่านไม่มาร่วมสังฆกรรม ทำอุโบสถ ฟังพระปาฏิโมกข์ร่วมกับคณะสงฆ์ “พระอุปคุตจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้ายินดีรับทัณฑกรรมที่คณะสงฆ์จะลงโทษ”

พระสงฆ์เถระในที่ประชุมสงฆ์แล้วว่า “บัดนี้พระยาศรีธรรมาโศกราช ทรงปรารถนาจะทำการสมโภชพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่ทรงสร้างไว้ในชมพูทวีปทั้งหมด ต้องใช้เวลาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ให้สมพระราชศรัทธา แต่เกรงว่าการสมโภชนั้นจะไม่พ้นภัย เกรงพญามารจะขัดขวางทำลายไม่ให้พระราชพิธีสมโภชนั้นดำเนินไปด้วยดี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ตรัสให้คณะสงฆ์ช่วยป้องกัน พระอุปคุตจึงถาม “พระคุณเจ้าทั้งหลายแจ้งมาว่า จะให้ข้าพเจ้าทำประการใด” พวกเราไม่มีใครสามารถจะช่วยได้ เห็นแต่ท่านผู้เดียวเท่านั้น

พระอุปคุตจึงก้มลงกราบแล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายินดียอมรับทัณฑกรรม” เมื่อได้ผู้ป้องกันภัยอันตรายในการบำเพ็ญกุศลแล้ว คณะสงฆ์โดยมี พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธาน จึงถวายพระพรให้พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงโสมนัสยิ่งนัก จากนั้นข่าวการสมโภชพระมหาธาตุก็ได้กระจายไปทั่ว ครั้งต่อมาพระองค์ทอดพระเนตรเห็นองค์พระอุปคุตมหาเถระแล้วก็หนักพระทัย เพราะท่านมีร่างกายผ่ายผอม พระองค์จึงทดสอบพระอุปคุต โดยเมื่อครั้นรุ่งเช้าทอดพระเนตรเห็นพระอุปคุตเดินไปบิณฑบาตทรงมีพระราชบัญชาสั่งให้พนักงานเลี้ยงช้าง ปล่อยช้างตกมันไล่พระอุปคุตเพื่อทดสอบ

พระอุปคุตมหา เถระเห็นช้างวิ่งไล่มาข้างหลัง จึงเข้าญาณสมาบัติอธิษฐานจิตให้ช้างตัวนั้นแข็งประดุจหิน ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงทรงขอขมาและทรงพอพระทัยยิ่งนัก เกิดความเคารพนับถือพระมหาเถระอุปคุตเป็นอันมาก ครั้นได้มงคลฤกษ์จึงเริ่มบุญพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์ตามพระราชประสงค์

พญามารรู้ข่าวจึงคิดจะหยุดงานสมโภช ตำนานกล่าวว่า พญามาร หรือ พญาวัสวดีมาราธิราช ซึ่งเป็นตนเดียวกับที่ขัดขวางพระพุทธองค์ครั้งบำเพ็ญเพียรก่อนที่จะตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คิดจะทำลายพิธีนั้น จึงแสดงอิทธิฤทธิ์ให้บังเกิดมหาวาตพายุอย่างร้ายแรง มีกำลังพัดมาประหนึ่งจะถล่มแผ่นดินให้ทลาย พระอุปคุตเถระเห็นอากาศวิปริตอย่างนั้นทราบชัดด้วยญาณอันประเสริฐของท่าน ว่า บัดนี้พญามารมาทำลายแล้ว ท่านจึงเข้าญาณสมาบัติโดยพลัน อธิษฐานให้เกิดเป็นลมเหมือนกัน แต่ลมของพญามารก็พ่ายแพ้ พญามารก็แผลงฤทธิ์ใหม่ เป็นลมกรด เป็นเพลิง เป็นทรายเพลิง เร่าร้อนด้วยไฟ และประการอื่นอีกหลายอย่างเพื่อทำลายพิธีฉลองสมโภชองค์พระมหาเจดีย์ จนพญามารเกิดโทสะแรงกล้าพยายามจะทำลายล้างพระมหาเถระ จึงปรากฏตัวเป็นพญามาร

เพื่อเป็นการตัดปัญหาเรื่องการก่อกวนของพญามาร  พระอุปคุตท่านจึงเนรมิตร่างของหมาเน่าขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วดึงเอาประคตเอวจากเอวของท่านมาผูกร่างหมาเน่าเอาไว้แล้วนำเอาไปคล้องคอของพญามารและท่านก็พูดเป็นวาจาสิทธิ์ว่า “ไม่ว่าใครก็ตามจะเอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารไม่ได้” แล้วก็ขับพญามารออกจากบริเวณงานในทันที ด้วยความอับอายพญามารก็รีบออกจากบริเวณงานในทันที พญามารพยายามแก้ร่างหมาเน่าออกจากร่างกายก็แก้ไม่ได้ เพราะเวลาที่พญามารเอามือจับที่ร่างหมาเน่าเพื่อจะแก้ออกจากคอนั้นก็เกิดมีไฟลุกไหม้คอขึ้นมาทันที  

เมื่อเป็นเช่นนั้นพญามารก็ไปเที่ยวหาคนอื่นให้แก้ให้เป็นร้อยเป็นพันคน แม้กระทั่งเทวดาทั้งหลายเช่น พระอินทร์ ท้าวยามาเทพบุตร ท้าวสันดุสิตเทพบุตร และท้าวสหบดีพรหมผู้ยิ่งใหญ่ในพรหมโลกก็แก้ไม่ได้ เหล่าเทวดาทั้งหลายก็บอกแก่พญามารว่า “คนที่จะแก้ได้ก็มีแต่ท่านพระอุปคุตคนเดียวเท่านั้นคนอื่นอย่าได้ไปเที่ยวหาให้ เสียเวลาเลย ท่านจงไปหาพระอุปคุตอ้อนวอนขอความเมตตากับท่านขอให้ท่านยกโทษให้ เมื่อท่านยกโทษให้แล้วท่านก็จะแก้ร่างหมาเน่าออกจากคอเอง”

เมื่อพญามารหมดที่พึ่งที่จะไปขอความช่วยเหลือแล้วก็จำต้องไปหาพระอุปคุตเพื่อขอความเมตตาจากท่าน พระอุปคุตท่านเห็นพญามารหมดพยศยอมสยบราบคาบทุกอย่างมากล่าวอ้อนวอนขอความเมตตาให้เอาร่างหมาเน่าออกจากคอ ก็ให้เกิดความเมตตาสงสาร แต่ก็ยังไม่ไว้ใจพญามารจึงได้นำเอาพญามารไปสู่ภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งแล้วนำเอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารแล้วก็ทิ้งลงไปในเหวลึก และเนรมิตให้สายประคตเอวของท่านยาวออกแล้วเอาผูกคอพญามารมัดติดไว้กับภูเขาลูกนั้นแล้วก็พูดกับพญามารว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี้จนกว่าจะทำการสมโภชพระสถูปเจดีย์เสร็จสิ้นจึงจะมาปล่อย”  เมื่องานสมโภชพระสถูปเจดีย์และพระบรมสารีริกธาตุเสร็จสิ้นลงแล้วพระอุปคุตจึงมาหาพญามารโดยการแอบดูอยู่ห่างๆ ว่าพญามารหมดพยศแล้วหรือยัง

ส่วนพญามารเมื่อถูกพระอุปคุตจับมัดไว้กับภูเขาเป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ก็หมดพยศร้ายที่เกิดขึ้นในสันดานเหลือแต่กุศลจิต คือ จิตที่เป็นบุญเป็นกุศลเท่านั้น พญามารได้มาจากทิพยวิมานในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวดีมารับทุกขเวทนาในโลกมนุษย์เป็นเวลานานจึงได้หวนระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าและกล่าวคำปรารภออกมาว่า “พระพุทธองค์ บำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยกับแสนมหากัปป์เพื่อเป็นที่พึ่งของสัตวโลก เป็นผู้ประเสริฐหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ในกาลก่อนเราได้ทำร้ายพระองค์โดยประการต่างๆ พระองค์ก็ไม่ทรงเอาโทษมิได้ตอบโต้โดยประการใดๆ ยังมีเมตตาแก่เราอีก แต่พระสาวกยุคสุดท้ายของพระองค์ที่มีชื่อว่า “อุปคุตองค์นี้” ไม่มีเมตตาแก่เราเลยแถมยังทรมานเราให้ได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและให้ได้รับความอับอายยิ่งนัก ถ้าบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมเอาไว้ในกาลก่อนยังคงเหลืออยู่ เราขอตั้งจิตอธิษฐานปราถนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตดังเช่นพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า” 

การได้ตกระกำลำบากในครั้งนี้ทำให้พญามารเกิดความสำนึกผิคคิดเป็นกุศลอยากบำเพ็ญคุณงามความดีตามความเป็นจริงแล้วในอดีตชาติพญามารเคยมีจิตตั้งมั่นเพื่อจะบำเพ็ญเพียรให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ได้กระทำการขัดขวางพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “โคดม” เพราะความริษยาว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตนทั้งๆ ที่ตนเองก็บำเพ็ญบารมีมามากเหมือนกันและพฤติกรรมแต่ละครั้งก็มิได้ล่วงเกินที่เป็นกรรมหนักแต่ประการใด

พระอุปคุตได้เมื่อยินคำปรารภของพญามารเช่นนั้นก็รู้ว่าพญามารสิ้นพยศแล้วจึงได้เอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารปล่อยพญามารให้เป็นอิสระ และได้กล่าวคำขอโทษพญามารว่า “ที่อาตมากระทำแก่ท่านเช่นนี้ก็เพื่อให้ท่านระลึกนึกถึงพุทธภูมิที่ท่านปราถนาเอาไว้แล้วนั้นเองมิได้ประสงค์ร้ายต่อท่านแต่ประการใด” พญามารก็เข้าใจในความประสงค์ของพระอุปคุตมหาเถระ

พระอุปคุตพูดกับพญามารว่า “ท่านมีอายุยืนยาวได้เห็นพระพุทธเจ้าตั้งหลายพระองค์ ท่านพอจะจำรูปร่างของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดมได้บ้างไหม?”

พญามารก็พูดกับพระมหาเถระว่า “กระผมจำรูปร่างของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดมได้ดี กระผมเคยพาบริวารไปทวงเอาบัลลังก์ที่พระองค์ประทับนั่งที่อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในคราวที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา” 

พระอุปคุตพูดกับพญามารว่า “อาตมาเป็นสาวกรุ่นหลังเกิดมายังไม่เคยเห็นรูปร่างของพระพทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร ตามตำรากล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้ามีรูปร่างงดงามยิ่งกว่าเทพยดา ข้อนี้จะจริงหรือไม่?”

พญามารตอบพระอุปคุตว่า “จริงอย่างนั้น พระคุณเจ้า”

พระอุปคุตก็กล่าวกับพญามารต่อไปว่า “อาตมาอยากเห็นจริงๆ ท่านพอจะเนรมิตรูปร่างของพระพุทธเจ้าให้อาตมาดูสักหน่อยได้ไหม?”

พญามารก็ตอบพระอุปคุตว่า “ได้ซิพระคุณเจ้า แต่มีข้อแม้ว่าเวลากระผมเนรมิตรูปร่างของพระพุทธเจ้าให้พระคุณเจ้าดู พระคุณเจ้าจงอย่าได้หลงกราบไหว้กระผมเป็นเป็นเด็ดขาด ถ้าขืนทำเช่นนั้นมันจะทำให้กระผมบาปหนักจริงๆนะ พระคุณเจ้า”

พระอุปคุตตอบว่า “เอาเถอะ อาตมาจะไม่หลงกราบไหว้อย่างแน่นอน”
ในทันใดนั้นเองพญามารก็เนรมิตรูปร่างของพระพุทธเจ้าที่ตนเองได้เคยเห็นมา ซึ่งเป็นรูปร่างที่ประกอบไปด้วยมหาปุริสลักษณะอันแสนจะงดงาม มีฉัพพรรณรังสีพุงออกจากพระวรกายของพระองค์เป็น ๖ สีคือ
     ๑.สีเขียวเหมือนดอกอัญชัญ
     ๒.สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง
     ๓.สีแดงอ่อนๆเหมือนแสงพระอาทิตย์เริ่มขึ้นใหม่ๆ
     ๔.สีขาวเหมือนแผ่นเงิน
     ๕.สีเหลืองเหมือนดอกหงอนไก่
     ๖.สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

สีแต่ละสีสว่างไสวเจิดจ้าสดใสเป็นประกายประดุจดังสายรุ้งผู้ใดอยู่ในกระแสแห่งรัศมีแล้ว ผู้นั้นจะปลื้มปีติมีความสุขน้ำตาจะไหลออกมาโดยไม่ได้ร้องไห้เพราะอำนาจของปีติ งดงามวิจิตรพิสดารยิ่งนักจนหาที่จะเปรียบมิได้ พระพุทธองค์เสด็จเยื้องพระวรกายด้วยพุทธลีลาอันแสนจะงดงามอยู่ตรงกลางซึ่งแวดล้อมไปด้วยพระอัครสาวกซ้ายขวา พระอุปคุตและพระเถระทั้งหลายที่อยู่ในที่นั้นได้เห็นรูปร่างพระวรกายอันสวยสดงดงามของ พระพุทธเจ้าแล้วก็เพ่งดูจนลืมตัวไม่สามารถจะอดกลั้นความปลื้มปีติเอาไว้ได้  น้ำตาจึงหลั่งไหลออกมาจากเบ้าตาโดยไม่รู้ตัวพระเถระทุุกองค์ก็กราบนมัสการพระรูปเนรมิตนั้นอย่างลีมตัว พญามารเห็นพระเถระทั้งหลายกราบนมัสการตนเองเช่นนั้นจึงตกใจรีบกลับคืนร่างเดิมในทันที พญามารจึงกล่าวท้วงติงขึ้นว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายทำให้กระผมบาปหนักแล้ว”

ส่วนพระเถระทั้งหลายก็กล่าวเอาใจพญามารว่า “ดูก่อนพญามาร  ท่านเนรมิตพระรูปกายของพระพุทธเจ้าให้พวกอาตมาได้เห็นและได้ทัศนาเช่นนี้มันจะเป็นบุญมากกว่าเป็นบาป การกระทำสิ่งใดถ้ากระทำแล้วผู้อื่นเดือดร้อนสิ่งนั้นจึงเป็นบาป แต่ท่านได้เนรมิตพระรูปกายของพระพุทธเจ้าให้พวกอาตมาทั้งหลายได้เห็นจนพวกอาตมาต้องหลั่งไหลน้ำตาออกมาอย่างมีความสุขการกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้” ฝ่ายพญามารเมื่อเห็นพระเถระทั้งหลายกล่าวออกมาเช่นนั้นก็ค่อยสบายใจ หลังจากนั้นพญามารก็กราบลาพระเถระทั้งหลายขึ้นสู่เมืองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวดี นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพญามารก็มีจิตใจอ่อนน้อมเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาหมดสิ้นน้ำใจที่ริษยาสร้างสมบุญบารมีเพื่อพระพุทธภูมิที่ได้ตั้งปราถนาเอาไว้ต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo