
กรณียเมตตสูตร หรือ เมตตสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการเจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เนื้อหาของพระสูตรไม่ได้กล่าวถึงเพียงการ “ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข” เท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ ได้แก่ ความเป็นผู้ตรง ว่าง่าย อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย มีอินทรีย์สงบ และไม่ประพฤติสิ่งที่ผู้รู้ติเตียน ก่อนจะนำไปสู่การแผ่เมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงโดยไม่มีประมาณ
ในพระไตรปิฎก กรณียเมตตสูตรปรากฏใน ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ข้อ ๑๐ และปรากฏอีกแห่งใน สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตร ข้อ ๘
บทกรณียเมตตสูตร
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานีสันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธนะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตาเย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลาทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตานะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะมาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง
อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังเมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตังติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พ๎รัห๎มะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ
สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ
คำแปลกรณียเมตตสูตร แบบเรียงบรรทัด
บทที่ 1
กรณียมตฺถกุสเลน
ผู้ฉลาดในประโยชน์ควรทำสิ่งที่ควรทำ
ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ
เมื่อได้บรรลุธรรมอันสงบแล้ว
สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ
พึงเป็นผู้สามารถ เป็นผู้ตรง และเป็นผู้ซื่อตรงอย่างแท้จริง
สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี
เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน และไม่ถือตัว
บทที่ 2
สนฺตุสฺสโก จ สุภโร จ
เป็นผู้สันโดษและเลี้ยงง่าย
อปฺปกิจฺโจ จ สลฺลหุกวุตฺติ
มีกิจธุระน้อย และดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย
สนฺตินฺทฺริโย จ นิปโก จ
มีอินทรีย์สงบ และมีปัญญารู้จักรักษาตน
อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ
ไม่คะนอง ไม่ประพฤติหยาบคาย และไม่ติดข้องในตระกูลทั้งหลาย
บทที่ 3
น จ ขุทฺทํ สมาจเร กิญฺจิ
ไม่พึงประพฤติสิ่งเล็กน้อยใด ๆ
เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุํ
อันจะเป็นเหตุให้ผู้รู้ทั้งหลายติเตียนได้
สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสุขและมีความเกษม
สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนถึงความสุข
บทที่ 4
เยเกจิ ปาณภูตตฺถิ
สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่
ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา
จะเป็นสัตว์ที่หวาดสะดุ้งหรือสัตว์ที่มั่นคง โดยไม่มีเหลือเว้น
ทีฆา วา เย มหนฺตา วา
จะเป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาวหรือใหญ่
มชฺฌิมา รสฺสกา อณุกถูลา
ปานกลาง สั้น เล็ก หรือใหญ่ก็ตาม
บทที่ 5
ทิฏฺฐา วา เย จ อทิฏฺฐา เย จ
จะเป็นสัตว์ที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น
ทูเร วสนฺติ อวิทูเร
อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้
ภูตา วา สมฺภเวสี วา
เกิดแล้วหรือกำลังแสวงหาที่เกิด
สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนถึงความสุข
บทที่ 6
น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ
บุคคลหนึ่งไม่พึงหลอกลวงบุคคลอื่น
นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ
ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นไม่ว่าที่ใดหรือด้วยเหตุใด
พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญา
ด้วยความโกรธหรือความขัดเคือง
นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย
ไม่พึงปรารถนาความทุกข์แก่กันและกัน
บทที่ 7
มาตา ยถา นิยํ ปุตฺตํ
เหมือนมารดาพึงรักษาบุตรของตน
อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
ผู้เป็นบุตรคนเดียวด้วยชีวิตของตน
เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ
ฉันนั้น ผู้ปฏิบัติพึงมีต่อสัตว์ทั้งหลาย
มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
คือเจริญจิตเมตตาอันไม่มีประมาณ
บทที่ 8
เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ
พึงเจริญเมตตาไปทั่วโลกทั้งสิ้น
มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
ให้มีจิตอันไม่มีประมาณ
อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และทุกทิศทาง
อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ
อย่างไม่คับแคบ ไม่มีเวร และไม่มีศัตรู
บทที่ 9
ติฏฺฐญฺจรํ นิสินฺโน วา
ยืนอยู่ เดินอยู่ หรือนั่งอยู่
สยาโน วา ยาว ตสฺส วิคตมิทฺโธ
หรือนอนอยู่ ตราบเท่าที่ยังไม่หลับ
เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย
พึงตั้งสตินี้ไว้
พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอยู่อย่างนี้ว่าเป็นพรหมวิหาร
บทที่ 10
ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม
ไม่เข้าไปยึดถือทิฏฐิ
สีลวา ทสฺสเนน สมฺปนฺโน
เป็นผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยสัมมาทัสสนะ
กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ
กำจัดความกำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย
น หิ ชาตุ คพฺภเสยฺยํ ปุนเรตีติ
ย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีกโดยแท้
ที่มาของกรณียเมตตสูตร
กรณียเมตตสูตรมีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ภิกษุประมาณ 500 รูป ในสมัยพุทธกาล
เรื่องราวเริ่มขึ้นก่อนเข้าพรรษา ภิกษุจำนวนมากเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี เพื่อรับกรรมฐานสำหรับนำไปปฏิบัติในช่วงเข้าพรรษา
ภิกษุประมาณ 500 รูปได้รับกรรมฐานแล้ว จึงออกเดินทางเพื่อแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติธรรม
ในที่สุดพวกท่านได้พบสถานที่แห่งหนึ่งบริเวณใกล้ภูเขาหิมวันต์ เป็นสถานที่สงบร่มรื่น มีป่าไม้และแหล่งน้ำ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง
เมื่อชาวบ้านในบริเวณนั้นพบพระภิกษุจำนวนมาก ต่างเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษา และช่วยกันสร้างกุฏิสำหรับภิกษุประมาณ 500 หลัง พร้อมจัดเตรียมสิ่งจำเป็นต่าง ๆ สำหรับการดำรงชีวิตในช่วงเข้าพรรษา
เหตุใดจึงเกิดปัญหาขึ้น?
บริเวณป่านั้นมี รุกขเทวดา หรือเทวดาที่สถิตอยู่ตามต้นไม้
เมื่อพระภิกษุจำนวนมากเข้ามาพักและปฏิบัติธรรม เทวดาเหล่านั้นต้องออกจากวิมานของตน เพราะบริเวณใต้ต้นไม้ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของตนถูกใช้เป็นที่พักของพระภิกษุ
เมื่อเห็นว่าพระภิกษุน่าจะอยู่ตลอดช่วงเข้าพรรษา เทวดาเหล่านั้นจึงเกิดความไม่สบายใจ และต้องการให้พระภิกษุออกจากบริเวณนั้น
ในอรรถกถาเล่าว่า เทวดาเหล่านั้นจึงพยายามทำให้พระภิกษุเกิดความกลัว โดยเนรมิตสิ่งที่น่ากลัวและทำเสียงที่น่าสะพรึงกลัวในเวลากลางคืน
พระภิกษุหลายรูปจึงเกิดความหวาดกลัว จิตไม่เป็นสมาธิ สติถดถอย และร่างกายซูบผอมลง
ในที่สุดพระภิกษุเหล่านั้นจึงนำเรื่องทั้งหมดไปปรึกษาพระสังฆเถระ และเห็นพ้องกันว่าสถานที่แห่งนั้นไม่เหมาะแก่การอยู่จำพรรษา จึงเดินทางกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี
พระพุทธเจ้าทรงให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไป
เมื่อพระภิกษุทั้ง 500 รูปกราบทูลเหตุการณ์ทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วว่า ไม่มีสถานที่อื่นที่เหมาะสมกว่านั้นสำหรับภิกษุเหล่านั้น
พระองค์จึงไม่ได้ทรงอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ แต่ทรงให้กลับไปยังสถานที่เดิม
และทรงแนะนำให้ใช้ เมตตาเป็นทั้งเครื่องป้องกันและเป็นกรรมฐาน
จากนั้นพระองค์จึงตรัส กรณียเมตตสูตร แก่พระภิกษุเหล่านั้น
อรรถกถาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้เพื่อเป็น เมตตา เป็นพระปริตร และเป็นกรรมฐานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา สำหรับภิกษุเหล่านั้น
เมื่อพระภิกษุกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็เปลี่ยนไป
เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกลับไปยังป่าเดิม และเจริญเมตตาตามพระสูตร แทนที่จะมองเทวดาเป็นศัตรู พวกท่านกลับแผ่ความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมถึงเทวดาที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
เมื่อเทวดาได้รับเมตตา จิตของพวกเขาก็เปลี่ยนจากความหวาดระแวงและไม่พอใจ กลายเป็นความเลื่อมใสและเป็นมิตรกับพระภิกษุ
พระภิกษุจึงสามารถกลับมาปฏิบัติธรรมได้อย่างสงบ
เรื่องนี้จึงเป็นที่มาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ กรณียเมตตสูตร ถูกนำมาใช้เป็นทั้งบทสวดสำหรับเจริญเมตตาและพระปริตรสำหรับคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม
กรณียเมตตสูตรไม่ได้สอนเพียง “ขอให้ทุกคนมีความสุข”
เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งพระสูตร จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเริ่มจาก การฝึกตนเอง ก่อน
ผู้ปฏิบัติควรเป็นคนที่
- สามารถ
- ตรง
- ซื่อตรง
- ว่าง่าย
- อ่อนโยน
- ไม่ถือตัว
- สันโดษ
- เลี้ยงง่าย
- มีกิจน้อย
- มีอินทรีย์สงบ
- มีปัญญารักษาตน
- ไม่ประมาท
- ไม่ประพฤติสิ่งที่ผู้รู้ติเตียน
จากนั้นจึงขยายจิตออกไปสู่สัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ
จึงกล่าวได้ว่าโครงสร้างของพระสูตรมีลักษณะสำคัญคือ
ฝึกตน → ลดความหยาบของจิต → ไม่เบียดเบียน → เจริญเมตตา → แผ่เมตตาอย่างไม่มีประมาณ → ดำรงสติ → พ้นจากความยึดติด
เมตตาในกรณียเมตตสูตรหมายถึงอะไร?
เมตตาในพระสูตรไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกว่า “ชอบ” หรือ “รัก” คนอื่น
แต่เป็นความปรารถนาดีที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะบุคคลที่เราชอบ
พระสูตรกล่าวถึงสัตว์ทั้งหลายอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่เราเห็นหรือไม่เห็น อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล เกิดแล้วหรือกำลังแสวงหาที่เกิด รวมถึงสัตว์ที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน
จึงเป็น เมตตาที่ไม่มีประมาณ
และที่สำคัญคือพระสูตรกำหนดว่าเมตตานั้นต้องเป็น
“อเวรํ อสปตฺตํ”
คือ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
ดังนั้น การเจริญเมตตาจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความรัก แต่เป็นการลดความโกรธ ความพยาบาท และความคิดที่จะให้ผู้อื่นเป็นทุกข์
กรณียเมตตสูตรกับพรหมวิหาร
ช่วงท้ายของพระสูตรกล่าวถึงการเจริญเมตตาว่าเป็น พรหมวิหาร
คำว่า พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ
กรณียเมตตสูตรเน้นการเจริญเมตตาให้กว้างออกไปทั่วโลก ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และทุกทิศทาง โดยไม่คับแคบ ไม่มีเวร และไม่มีศัตรู
จึงเป็นพระสูตรสำคัญสำหรับผู้ต้องการฝึกจิตให้มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณ
หัวใจของกรณียเมตตสูตร
หากสรุปเนื้อหาของพระสูตรให้เหลือเพียงแก่นสำคัญ สามารถมองได้ 4 ขั้น
1. ฝึกตนให้ดี
เป็นคนตรง อ่อนโยน ว่าง่าย สันโดษ และไม่ประมาท
2. ไม่เบียดเบียน
ไม่หลอกลวง ไม่ดูหมิ่น และไม่ปรารถนาความทุกข์แก่ผู้อื่น
3. เจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณ
ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข โดยไม่เลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ
4. ตั้งสติอยู่กับเมตตา
ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ก็สามารถดำรงจิตเมตตาไว้ได้
ดังนั้น กรณียเมตตสูตรจึงไม่ได้เป็นเพียง “บทสวดเพื่อขอความคุ้มครอง” แต่เป็น พระสูตรที่สอนวิธีฝึกจิตให้พ้นจากความโกรธ ความพยาบาท และความเป็นศัตรูต่อกัน
และในตอนท้าย พระสูตรยังเชื่อมโยงการปฏิบัตินี้เข้ากับการไม่ยึดติดในทิฏฐิ การมีศีล และการกำจัดความกำหนัดในกาม จนไม่กลับมาเกิดอีก
สรุป
กรณียเมตตสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุประมาณ 500 รูป หลังจากภิกษุเหล่านั้นประสบเหตุรบกวนจากรุกขเทวดาในสถานที่ที่ไปจำพรรษา
พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไปยังสถานที่เดิม และใช้ เมตตาเป็นทั้งพระปริตรและกรรมฐาน
เนื้อหาของพระสูตรเริ่มจากการฝึกตนให้เป็นผู้มีศีล มีความอ่อนโยน สันโดษ และไม่ประมาท ก่อนจะเจริญเมตตาไปยังสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ ไม่เบียดเบียน ไม่ดูหมิ่น ไม่ปรารถนาความทุกข์แก่กัน และเจริญเมตตาโดยไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
ท้ายที่สุด พระสูตรนำไปสู่การดำรงสติ การไม่ยึดติดในทิฏฐิ การมีศีล และการลดความกำหนัดในกาม
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม กรณียเมตตสูตร จึงมีความสำคัญทั้งในด้านการสวดสาธยาย การเจริญเมตตา และการปฏิบัติภาวนาในพระพุทธศาสนา
แหล่งอ้างอิงหลัก: พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กรณียเมตตสูตร และอรรถกถากรณียเมตตสูตร ซึ่งอธิบายที่มาของพระสูตรและเหตุการณ์ของภิกษุ ๕๐๐ รูป
