
“พญานาค” ตามหลักฐานในทางพระพุทธศาสนาได้มีการกล่าวถึงมาโดยตลอด ตั้งแต่ในสมัยที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น ชาติหนึ่งพระองค์ท่านก็เคยเสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อว่า “ภูริทัต” หรือในสมัยพุทธกาลตำนานเกี่ยวกับพญานาคก็ยังมีการกล่าวถึงในประวัติของพระพุทธองค์ และเหล่าพระอรหันตสาวกมาโดยลำดับเรื่อยมา จนถึงยุคสมัยของท่านผู้เป็นแม่ทัพธรรมพระกรรมฐานอย่างพระเดชพระคุณพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านก็ได้พับกับสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเป็นสัตว์กึ่งเทพมีฤทธานุภาพยิ่งนักที่เราเรียกกันว่า “พญานาค”
สมัยหนึ่งพระอาจารย์มั่นได้พำนักวิเวกปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่านเล่าว่า “ถ้ำที่ท่านพำนักมีพญานาคตนหนึ่งรักษาถ้ำอยู่ประจำเป็นเวลานานแล้ว เป็นพญานาคฝ่ายมิจฉาทิฐิจึงชอบเพ่งโทษพระภิกษุเป็นประจำ ครั้นเวลาท่านแผ่เมตตา ส่วนกุศลให้พญานาคตนนั้นก็รับได้ยาก เหตุอาจเพราะเคยมีกรรมกับพระภิกษุมานานยังไม่อาจจบสิ้นลงได้ ขณะที่หลวงปู่มั่นพำนักอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ พญานาคตนนั้นจะเพ่งโทษอยู่เป็นประจำแทบทุกอิริยาบถ แม้ขณะหลับตอนกลางคืน เวลาที่ท่านสวมรองเท้าเดินจงกรมมีเสียงดังบ้าง พญานาคก็จะตำหนิท่านว่า สมณะอะไรเดินจงกรมมีเสียงดัง ไม่สำรวมระวังบ้างเลย พอท่านทราบว่าพญานาคเพ่งโทษ ท่านก็พยายามเดินระวังเดินเบาๆ ก็ยังมิวายถูกพญานาคตำหนิว่า สมณะเดินจงกรมราวกับเขาด้อมยิงนก บางครั้งเท้าของท่านไปสะดุดหินทางจงกรมมีเสียงดังตุ้บตั้บ พญานาคก็ว่าสมณะอะไรเดินจงกรมราวกับเขาเต้นระบำรำโป๊ โขยกเขยกไม่สำรวมระวังบ้างเลย ตอนกลางคืนท่านพักจำวัดขณะหลับไป อวัยวะส่วนต่างๆ ของท่านอาจไหวติงบ้าง
พอตื่นนอนขึ้นมาความรู้สึกที่จิตบันทึกไว้ตลอดก็บอกว่า พญานาคตำหนิว่าท่านนอนทำเสียงตุกติกบ้าง เสียงหายใจฟูดฟาดบ้าง สารพันเรื่องที่นำมาตำหนิท่าน ขณะท่านกำหนดจิตดูพญานาคที่เพ่งโทษท่านเป็นประจำ ท่านก็จะพบว่าพญานาคจะโผล่ศีรษะออกมาคอยจ้องมองท่านอยู่เป็นประจำ ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะคอยโมโหโทโสจับผิดท่านตลอด ท่านก็เมตตาสงสารกลัวพญานาคตนนั้นจะเป็นบาปเป็นกรรมหนักเข้าทุกที บางครั้งท่านก็เตือนพญานาคให้ทราบเรื่องของสมณะบ้าง คือท่านมิได้มาเพื่อก่อกรรมทำเข็ญแก่ผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากมาบำเพ็ญประโยชน์ตนและผู้อื่น ผลบุญที่บำเพ็ญมามากน้อยก็แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ หลวงปู่มั่นท่านได้อธิบายในข้อที่พญานาคกล่าวติติงท่านในเรื่องต่างๆ ว่า
“การเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคน ซึ่งทั่วโลกจะต้องมีการพลิกไปเปลี่ยนมา นอกจากตายแล้วเท่านั้นจึงไม่มีกระดุกกระดิก สมณะซึ่งเป็นเพศที่สำรวมแต่มิได้สำรวมแบบคนตาย เพราะลมหายใจยังมีอยู่จึงต้องสูดเข้าออกค่อยบ้างแรงบ้าง
ขณะหลับลมหายใจก็ยังทำงาน ร่างกายทุกส่วนก็ยังทำงาน ขณะตื่นนอนเดินจงกรม ทำธุระบางอย่างจะต้องมีเสียงเช่นกัน แต่ก็มิได้เลยขอบเขต การเดินจงกรมก็พยายามค่อยเดินค่อยไปในท่าสำรวม แต่ก็ยังถูกตำหนิจากท่านว่าเดินราวม้าแข่งเป็นต้น ความจริงม้าแข่งเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานกับสมณะผู้มีศีลสำรวมผิดกันราวฟ้ากับดิน ท่านไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันเลย ความเดือดร้อนวุ่นวายของใจที่คิดแต่เรื่องยกโทษผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุข เป็นบาปกรรม ไม่มีชิ้นดีสำหรับท่าน ทำไมจึงชอบแสวงหายิ่งนัก โดยไม่คิดว่าสร้างบาปหาบทุกข์ใส่ตัว ดังท่านตำหนิอาตมา แต่อาตมาไม่เป็นทุกข์เลย
ส่วนท่านรู้สึกกระวนกระวายแส่อยู่ในใจไม่เป็นสุข เมื่อผลก็เห็นๆ กันอยู่ประจักษ์ใจ แต่ทำไมไม่คิดว่าความคิดนั่นเป็นทางแห่งความผิด ท่านคิดอะไรออกมาอาตมาทราบอยู่เต็มใจ พร้อมทั้งให้อภัยอยู่ตลอดเวลา อาตมาเองได้พยายามแก้ไขอยู่ภายในและอนุเคราะห์สัตว์ร่วมโลกมามากมายเป็นเวลานานแล้ว มนุษย์และเปรตผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ตลอดจนพญานาคที่ฤทธาศักดานุภาพมากกว่าท่านเป็นไหนๆ ท่านเหล่านั้นยังยอมรับความจริงจากธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครยกโทษโกรธเคืองว่าธรรมไม่ดี ยังนับถือกันทั่วโลกธาตุ แต่มาประหลาดเฉพาะท่านผู้เดียว ไม่ยอมรับความจริงอะไรเลย
อาตมาต้องขออภัยที่ได้ตัดสินใจพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาตามหลักธรรมด้วยความหวังดี ครั้งแรกที่อาตมามาพำนักที่นี่ ได้พยายามระมัดระวังสำรวมกิจภายนอก ภายในไม่ประมาท เพราะทราบดีว่าท่านมาประจำอยู่สถานที่นี้ เกรงว่าจะไม่ได้รับความสะดวกใจ และทราบดีว่าท่านเป็นสัตว์โลกที่มีนิสัยหนักไปในทางชอบแสวงหาโทษผู้อื่นมาเป็นความพอใจตน แม้เช่นนั้นก็ไม่พ้นจากการถูกมองไปในแง่ผิดๆ ต้องมาเจอเอาจนได้ อาตมามิได้มาแสวงหาบาปหากรรมอันเลวทราม จึงแน่ใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทางการแสดงออก นักปราชญ์ทั้งหลายนับแต่เริ่มแรกแยกสมบัติ ออกเป็นโลกธรรม ท่านมีความยินดีและชมเชยในการกุศลผลบุญทั้งหลายทั้งที่ท่านสร้างขึ้นเองและผู้อื่นสร้างขึ้น
อาตมาเองแม้ไม่ใช่ผู้เสวยกรรมแทนท่าน แต่กลัวความทุกข์มหันต์แทนท่าน จึงไม่อยากให้ท่านคิดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแก่ตน เพราะความไม่ดีที่ทำทุกประเภทล้วนเป็นสิ่งมีอำนาจบันดาลผู้ทำให้กลายเป็นผู้ไร้สารคุณโดยสิ้นเชิง
แม้สิ่งไม่คิดปรารถนาจะกลายมาเป็นสิ่งทรมานอย่างไม่คาดฝัน สิ่งนั้นอาตมากลัวมากกว่าใดๆ ในโลก การบวชเป็นพระตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธศาสนานับว่าเป็นการทรมานใจ การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทราบว่าลำบากทุกระยะที่ฝืน ทรมานแต่ก็จำต้องทรมาน เพราะอยากดี อยากหลุดพ้นจากกรรมลามก แม้การมาบำเพ็ญประพฤติตัวเป็นคนเหลือเดนอยู่ในถ้ำเวลานี้ เพราะกลัวบาปกรรมนั่นแล มิใช่กลัวอะไรที่ไหนและมิได้มาหวังทำลายหรือเบียดเบียนท่านผู้ใดให้ลำบาก
แม้สัตว์ทุกประเภทในแหล่งแห่งไตรภพ อาตมาก็เคารพไม่ดูถูกเหยียดหยามถือว่าเป็นเพื่อนผู้ทรงชีพด้วยกรรมของตนเช่นเดียวกัน และมีคุณค่าความเป็นอยู่เท่าเทียมกัน ได้บำเพ็ญจิตแผ่ส่วนกุศลให้ ความเสมอภาค และความสุขโดยทั่วกันตลอดมาไม่เลือกกาลสถานที่ ท่านก็เป็นสัตว์โลกผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายแห่งกรรมอันเดียวกัน จึงควรสำนึกในดี ชั่ว สุข ทุกข์ที่มีอยู่กับตัวตลอดมา การว่าโทษผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้นจึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสียก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ก็มีหวังผลกำไรคือ ความสุขเป็นสมบัติไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล
อนึ่ง ไม่ว่าใจคน ใจสัตว์ใจเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ในแหล่งโลกธาตุย่อมมีความรู้สึกรักสุข เกลียดทุกข์และไม่ตำหนิธรรมว่าเป็นข้าศึกต่อตัวเอง แม้ปฏิบัติไม่ได้เพราะธรรมเป็นธรรมชาติล้ำเลิศในไตรภพมาดั้งเดิม ถ้าปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องได้เท่าที่กำเนิด และฐานะอำนวยบ้าง สัตว์โลกย่อมพอใจในธรรมเช่นเดียวกัน สัตว์ผู้มีกำเนิดที่ควรแก่ธรรมอยู่แล้วเช่นมนุษย์เป็นต้น ส่วนท่านก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตว์โลก ผู้รู้ดีรู้ชั่วอย่างเต็มใจพอจะพิจารณาเลือกเฟ้นถือเอาประโยชน์ได้เท่าที่ควร อาตมาทราบทุกระยะที่ท่านคิดไม่ดีและให้อภัยท่านตลอดมา มิได้ถือโทษอะไรเลยนอกจากสงสารท่านที่กำลังเดินทางผิดเท่านั้น อาตมาก็พลอยยินดีอนุโมทนาด้วย สำหรับอาตมาเองไม่มีโทษ ทุกข์ใดๆ เกิดขึ้นแก่ตนเองจากความคิดดีชั่วของท่านเป็นต้นเหตุ เพราะมิได้เป็นผู้ก่อขึ้นและเก็บสั่งสมไว้ในใจ มีแต่ความสงบสุขและความสงสารที่เกิดจากการบำเพ็ญมาเป็นเรือนอยู่ของใจเท่านั้น”
ถึงแม้ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้อธิบายธรรมในแง่ต่างๆ ให้พญานาคฟัง ก็มิได้ตอบรับคำท่าน แต่มีความคิดแทรกขึ้นมาในระหว่างฟังซึ่งเป็นประโยชน์บ้างว่า
“สมณะนี้พูดมีเหตุผลน่าฟัง แต่เรายังไม่สามารถปฏิบัติตามท่านได้ในระยะนี้เพราะยังมีความยินดีในวิสัยของตนอยู่จนกว่าจะผ่านพ้นจากภพนี้ไปแล้วจึงจะสนใจปฏิบัติสมณะนี้มีสิ่งที่น่าเกรงขามอยู่มาก สิ่งที่ไม่น่ารู้น่าเห็นก็รู้เห็นได้ ความคิดที่เราคิดขึ้นโดยลำพังทำไมสมณะนี้ทราบได้ เราอยู่ในสถานที่ลึกลับทำไมสมณะนี้เห็นได้ เราคิดอะไรสมณะนี้ทราบได้โดยตลอด พระที่เคยมาอยู่ในถ้ำนี้เป็นจำนวนมากมาย แต่ไม่เห็นว่าองค์ใดทราบว่าเราคิดอย่างไรบ้างเราอยู่อย่างไรบ้าง ซึ่งนับแต่เรามาอยู่นี้นานแสนนาน พระบางองค์จึงต้องหนีไป เพราะเราขับไล่ด้วยอุบายต่างๆ ให้ท่านอยู่ไม่ได้แต่สมณะนี้ทำไมรู้เห็นเอาเสียทุกอย่างกระทั่งความคิดนึก และยังรู้ไปปตลอดที่เราคิดต่างๆ แม้ขณะกำหลังหลับสนิทยังสามารถรู้ และนำมาเล่าได้โดยถูกต้องประหนึ่งไม่หลับเลย
เราทำไมจึงมีทิฐิมานะ ไม่มีแก่ใจที่จะยอมรับนับถือ และปฏิบัติตามที่สมณะอธิบายกิจวัตรที่ท่านประจำมิได้มีเจตนา เพื่อความกระทบกระทั่งเรา ทั้งๆ ที่ท่านเห็นและทราบความคิดชั่วลามกของเราอยู่ตลอดมา เราเกิดมาชาติก็อาภัพแม้ใจก็ยังอาภัพอีก ทั้งที่รู้ดีชั่วอยู่อย่างเต็มใจดังสมณะว่าไม่ผิด เวลาเกิดชาติหน้าก็คงจะเป็นผู้อาภัพอยู่ทำนองนี้ไม่มีวันสิ้นกรรมได้เลย”
สักพักหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก็ถามพญานาคว่า “เป็นอย่างไรบ้างที่อาตมาอธิบายธรรมให้ฟังพอเข้าใจบ้างหรือเปล่า”
พญานาคตอบ “เข้าใจได้ดีทุกประโยคที่ท่านเมตตา โปรดสัตว์ผู้อาภัพแต่ตัวผมเองมีกรรมหนามาก คงยังไม่เบื่อความอาภัพของตน จึงกำลังถกเถียงกับตัวเองอยู่ เวลานี้ยังไม่ลงรอบกันได้เลย ใจคอยแต่จะไหลลงทางต่ำที่เคยเป็นมาอยู่เรื่อยๆ ไม่ยอมฟังเสียงอรรถธรรมที่นำมาพร่ำสอนบ้างเลย”
หลวงปู่มั่นก็ถามว่า “ใจชอบไหลลงทางต่ำนั้นไหลลงอย่างไร”
พญานาคตอบว่า “ก็ใจชอบแต่จะยกโทษท่านอยู่ทุกขณะที่เผลอตัว ทั้งที่ท่านไม่มีความผิดอะไรเลย แต่ใจมันก็ชอบคิดของมันอย่างนั้นไม่ทราบจะปฏิบัติอย่างไรถึงจะพอดีและเห็นโทษในความผิดเสียบ้าง พอมีทางเดินเพื่อความดีต่อไปได้”
หลวงปู่มั่นท่านตอบว่า “ทุกสิ่งที่เห็นว่าเป็นโทษจริงๆ ด้วยความสนใจคิดอ่านไตร่ตรอง ใจก็ย่อมจะเพิกถอนเสื่อมคลายในสิ่งนั้น ไม่กำเริบลำพองต่อไป แต่ถ้าใจฝักใฝ่ใยดีโดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นยังเป็นคุณก็ย่อมจะสนใจใคร่คิด ผลิตโทษขึ้นเผาผลาญตนอยู่เรื่อยๆ ไม่มีทางลดหย่อนผ่อนคลายลงได้แน่นอน นับวันที่ใจจะทำความลามกโสมมแก่ตนอย่างไม่มีทางช่วยได้ถ้าไม่รีบแก้ไขเสียบัดนี้เป็นต้นไป”
อาตมาก็เป็นเพียงผู้แนะนำทางให้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจทำหน้าที่แก้ไขหรือถอดถอนแทนท่านได้ การแก้ไขดัดแปลงจึงเป็นหน้าที่ของท่านผู้รับผิดชอบตัวเองจะทำความพยายามเต็มกำลังความสามรถไม่ลดละท้อถอย สิ่งที่เคยเป็นภัยก็จะค่อยลดตัวลงสิ่งที่เป็นคุณจะมีทางเจริญได้และลบล้างกันไป จนกลายเป็นความดีล้วนๆ ไม่มีสิ่งชั่วเข้ามาแอบแฝงแทงใจต่อไป ถ้าท่านเชื่อธรรมของพระพุทธเจ้าที่เคยช่วยโลกให้พ้นจากทุกข์ภัยตลอดมา ท่านก็จะเป็นผู้มีธรรมคุ้มครองใจ ใจที่มีธรรมคุ้มครอง หลับและตื่นย่อมเป็นสุข ไม่กระวนกระวาย มีตนเสมอภาคต่อสิ่งทั้งปวง ไม่ชมสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่วจนตัวเองต้องเป็นทุกข์ไปตาม ซึ่งไม่ใช่ทางนักปราชญ์ท่านดำเนินกัน”
จบสนทนาพญานาคก็รับคำท่านว่า “จะพยายามทำตามที่ท่านแนะนำ”

