พระอรหันต์นามอนุรุทธะเมตตามาโปรด

1

ภายหลังจากพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ภาคตะวันออก อบรมจิตเพื่อให้ถึงธรรมอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย  จนครบ ๓ พรรษาเต็ม พระอาจารย์บุญเดชจึงได้วิเวกมาทางอีสานพำนัก ณ ขุนเขาเขตภูวัว ฯลฯ จากนั้นจึงได้วิเวกมาทาง อำเภอผาขาว  จังหวัดเลย  พำนักอยู่ในป่าเขาห่างจากหมู่บ้าน ๓ ก.ม เพื่ออาศัยออกบิณฑบาต พำนัก ณ ดินแดนที่สัปปะยะ จริตถูกกับสถานที่ จึงใช้เวลาและโอกาสแห่งธรรมชาติที่เงียบสงบบำเพ็ญจิตสมณธรรม ทำความพากเพียรห้ำหั่น ฉุดกระชากกิเลสให้ออกจากจิตเพื่อให้จิตถึงธรรมให้ธรรมถึงจิต ด้วยจริตยืน เดิน นั่งเท่านั้น ในอิริยาบถทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งสัจจะอธิษฐาน

“ สาธุข้าพเจ้าขอบูชาแก้วพุทโธ  แก้วธัมโม  แก้วสังโฆ ด้วยการบำเพ็ญทำความเพียรไม่นอน ๓ เดือน”

ภายหลังจากตั้งจิตอธิษฐานจิตสัจจะเป็นเดิมพัน กับการสู้รบปรบมือ กับกิเลสที่พอกพูนในจิตใจ ฝึกสติด้วยการอดนอนไปได้สักระยะ ปรากฏว่าได้ล่าถอยแพ้ต่อกิเลสในคราวนี้ ผิดสัจจะ (แพ้กิเลส) ต้องนอนเพราะเกิดอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จึงพิจารณาก็ได้มองเห็นเส้นเลือดที่ต่อจากหัวใจส่งไปหล่อเลี้ยงสมอง บริเวณท้ายทอยมีเส้นเลือดเส้นหนึ่งตีบตันอดทนฝืนไม่ยอมนอน ก็มีอาการปวดศีรษะอย่างมาก พิจารณาหาทางแก้ไขไม่พบ จึงต้องมานอนในลักษณะท่าแบนราบเพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าที่เดิม

ขณะอยู่ในอิริยาบถนอน สติก็ยังรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา อาการทางกายหลับแด่จิตใจ (สติ) ก็มิได้หลับไปพร้อมกับธาตุขันธ์ ขณะนั้นก็ได้ทราบทางจิตสมาธิพบพระภิกษุรูปหนึ่งมีรูปร่างผิวพรรณงดงามผุดผ่องสีคล้ายสีไข่ไก่ รูปร่างสันทัด หน้าตาเรียวคล้ายวงรี นุ่งห่มจีวรสีแก่นขนุน มาแสดงตนให้ทราบทางสมาธิจิต แนะนำตนให้ทราบว่าท่านคือ พระอนุรุทธะ พระอรหันต์สมัยพุทธกาลลงมาโปรด

พระอาจารย์บุญเดช ทราบดังนั้นจึงลุกขึ้นมานั่งสมาธิต่อหน้าพระอนุรุทธะที่ท่านมาพบทางจิตสมาธิ มาอบรมจิต
“การเดินจิต ดักจิต เดินสมาธินั้น จะต้องมิให้จิตเข้าไปในสมาธิ อย่าให้จิตเข้าไปในสมาธิ อย่าให้จิตเข้าไปในสมาธินานเกินไป พอได้เวลาสมควรต้องเดินจิตพิจารณาธรรม ก็คือธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ยินด้วยหูเห็นด้วยตา งานของพระอริยะประเภทที่ยังไม่ถึงภูมิพระอรหันต์ คืองานละกิเลสนะลูก แต่การละกิเลสนี้ไม่จำเป็นต้อง ยืน เดิน นั่ง หรือทรมานร่างกาย ถ้าเราปฏิบัติถูกกับจริต ยืน เดิน นั่ง ก็ให้เอาจริตนั้นเป็นหลัก ถ้าธาตุขันธ์อำนวยก็สู้ต่อไป แต่ถ้าไม่สู้ก็ไม่เป็นไร แต่ให้ตั้งสัจจะไว้ว่า จะนอนเท่าไหร่เมื่อรู้ตัวให้ลุกขึ้นมาทันที”

พระอนุรุทธะเมตตาอบรมพระอาจารย์บุญเดชทางสมาธิพอสมควรแล้ว ท่านก็อำลาจากไป ต่อมาพระอาจารย์บุญเดชได้สติ จึงได้ตั้งสัจจะสู้กับการฝึกฝนอบรบจิตด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง เมื่อธาตุขันธ์อดทนต่อการนอนจบครบ ๓ เดือน พิจารณาการก็เริ่มเห็นกระดูกตัวเอง หลังจากนั้นจึงวิเวกกลับมาทางป่าเขาเขตภูวัว ก็ได้ทราบทางจิตสมาธิพบท่านพระอนุรุทธะอีก ในครั้งนี้ท่านได้เมตตามาเตือนทางสมาธิจิตแก่กระอาจารย์บุญเดช ใจความว่า “อย่าเผลอขาดจากสติ ในช่วงนี้เราสติอ่อนอย่าเพิ่งนอน อย่าหลงขาดสติ อย่าหลงตัวเอง น้อมจิตเข้าข้างในกายแล้ว พิจารณาอสุภกรรมฐาน พระสงฆ์ที่จะมีบารมีธรรม ได้ภูมิธรรมเป็นพระอรหันต์ได้จะต้องพิจารณาจนเห็นกระดูกในร่างกายของตนเอง ครบ ๓๐๐ ท่อนเต็มจึงจะมีวาสนาเต็มภูมิระดับธรรมพระอรหันต์ได้นะลูก” พระอนุรุทธะเมตตาแล้วท่านก็จากไป ในคราวนั้นพระอาจารย์บุญเดชได้ไปนั่งสมาธิอยู่โขดหิน ด้านหน้ามีหนองน้ำใหญ่โดยรอบ (บริเวณโป่งช้างภูวัว)

วันนั้นพระอาจารย์บุญเดชได้นั่งสมาธิ มีโขลงช้างฝูงหนึ่งพากันออกมาจากภูวัวได้พบกับพระอาจารย์บุญเดชเป็นประจำขณะนั่งสมาธิ มาคราวใดก็พบเห็นนั่งสมาธิบำเพ็ญจิตให้ถึงธรรม ช้างมาด้วยกันประมาณ ๕ เชือก มันได้ส่งภาษาคุยกัน ขณะนั้นพระอาจารย์บุญเดชได้กำหนดฟังเสียงภาษาช้าง ก็ทราบความหมายช้างได้สนทนากันว่า “ พระแบบใดหนอจึงเอาแต่นั่ง มีแต่นั่งกับนั่ง พวกเราเดินผ่านมานี่ทำไม จึงเย็นสบายดีแท้ นอนบริเวณนี้เป็นอย่างไรพวกเรา เราจะนอนตรงนี้แหละ” ช้างเพศเมียเชือกนั้นตาบอดได้บอกกับลูกๆของตนให้ทราบ ดังนั้นฝูงช้างโขลงนี้จึงได้พากันนอนพักผ่อนอยู่ข้างๆกุฏิของพระอาจารย์บุญเดช ประมาณ ๓-๕ วา วันต่อมาพระอาจารย์บุญเดชเดินจงกรมในช่วง ๔ โมงเย็นแล้ว  เข้านั่งสมาธิบำเพ็ญจิต วันนี้ไม่มีโขลงช้างมาเยือน ป่าภูวัวเป็นป่าหนาทึบ ขณะนั้นพระอาจารย์บุญเดชอยู่เพียงลำพังผู้เดียว บำเพ็ญสมาธิบนโขดพลานหิน หน้าหนองน้ำใหญ่ก็ได้เงี่ยโสตทวาร เมื่อได้ยินเสียงสุภาพสตรีดังเข้าโสตทวารมีความไพเราะเพราะพริ้งรัญจวนจิต ให้พะวงหวนถึงต้นตอของเสียง สติกำชับจิตพระอาจารย์บุญเดช ก็ได้ทราบน้อมรำลึกถึงคำสอนของพระอนุรุทธะ ขณะนั้นได้ยินเสียงอยู่ใกล้ๆ ตู้ม! ต้าม! ตู้ม! ต้าม! เป็นเสียงของคนกำลังอาบน้ำ

พระอาจารย์จึงคิด “ลูกใครหนอ มาค่ำป่านนี้” สักพักก็มีเสียงเรียกดังขึ้น พระอาจารย์บุญเดชคิดในใจ “เรียกใครหนอ” ก็ได้ยินเสียงไพเราะตอบกลับมาว่า “เรียกหลวงพี่นั้นแหละ” พระอาจารย์บุญเดชก็เริ่มแปลกใจ “เสียงใครหนอ? ถ้าอย่างนั้นเรามีชื่อว่าอะไร” พระอาจารย์ถามออกจากจิต “ชื่อหลวงพ่อบุญเดช มาๆ อาบน้ำด้วยกันกับพวกดิฉันจะถูขี้ไคลให้” เสียงหวานไพเราะจากสตรีลึกลับเอื้อนเอ่ย พระอาจารย์บุญเดชจึงตัดสินใจลืมตาขึ้นเพ่งมองไปข้างหน้า ก็เห็นหญิงสาวจำนวน ๓ นาง ไม่ได้นุ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆเปลือยกายล่อนจ้อน ต่อหน้าต่อตาของพระอาจารย์บุญเดช “ตายเราตายแน่คืนนี้” เมื่อได้เห็นดังนั้น จึงได้หลับตาลงปั๊ปแล้วน้อมระลึกถึงธรรมที่ท่านพระอนุรุทธะมาอบรมจิตเมื่อคืนนี้ “อย่าได้หลงสติ” ขณะนั้นในใจของพระอาจารย์บุญเดชอยากจะกระโจนลงจากโขดหิน เพื่อไปอาบน้ำกับพวกหญิงสาวชาบลับแลที่ได้เตรียมสบู่ ยาสีฟัน แปลงสีฟัน ไว้ให้แล้ว แต่ด้วยเดชะเมตตากรุณาจากท่านพระอนุรุทธะท่านได้อบรมเตือนสติแก่พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโชก่อนหน้านี้ จึงไม่หลงกิเลสมารที่มาลวงอันเป็นศัตรูต่อเพศพรหมจรรย์

ในปี พ.ศ ๒๕๓๕ ขณะที่พระอาจารย์บุญเดชบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่ถ้ำภูวัว ท่านได้นิมิตเห็นแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากเทือกเขาลูกหนึ่ง คือเทือกเขาภูลังกา ท่านก็นึกแปลกใจ “บ๊ะ แปลกเว้ยภูลูกนี้ ทำไมแปลกแท้” ในสมาธิจิตท่านได้มองเห็นเป็นถ้ำมีก้อนหินยื่นออกมาไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก เหนือขึ้นไปข้างบนถ้ำจะเห็นเป็นก้อนหินใหญ่ (ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระทศพลญาณ) ในนิมิตท่านได้เห็นองค์พระพุทธรูปปางประทานพร (ในช่วงนั้นยังไม่มีพระพุทธรูปพระทศพลญาณ) แต่ภายในถ้ำที่เห็นอยู่นั้นมีเพียงองค์พระพุทธรูปองค์เขียวอยู่ในถ้ำ เมื่อทราบเห็นพระพุทธรูปปางประทานพร ก็ได้รับสัมผัสรัศมีคุณธรรมขององค์พระพุทธรูปเมตตาอบรมให้พระอาจารย์บุญเดชทราบใจความว่า “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้ตกไปในชั่ว” พอองค์พระพุทธรูปพุ่งกระทบครอบคลุมกายพระอาจารย์บุญเดชจนรู้สึกเย็นสบายภายหลังจากนั้น พระอาจารย์บุญเดชจึงได้เดินทางวิเวกจากภูวัวมาสู่ดินแดนภูลังกา (ภายหลังจึงได้มีคณะศรัทธาญาติธรรมจากจังหวัดนครราชสีมานำองค์พระพุทธรูปทศพลญาณมาถวายและได้รับการตั้งนามให้โดยท่าน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo