
ขณะที่พระอาจารย์บุญเดชได้เร่งความเพียรอย่างสู้เป็นสู้ตายกับกิเลสเพื่อให้รู้ดำรู้แดงไปข้างใดข้างหนึ่ง การฝึกสติแบบงูๆปลาๆ เห็นทีจะได้ผลช้า วิธีสู้กับกิเลสนั้นต้องทำความเพียรทางจิตภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังสู่หนทางมรรคเพื่อให้ถึงผลนิพพานปฏิบัติเพียรด้วยอุบายการอดนอนติดต่อกันทั้งหลายคืน ยืน เดิน นั่ง หลังไม่แตะพื้นนานติดต่อกัน ๓ เดือน แล้วจึงพักผ่อนธาตุขันธ์ แล้วจึงสู้กับกิเลสด้วยอุบายเดิมนานอีก ๓ เดือนเต็มๆ ฝึกจิตให้กล้าแกร่งไม่หวั่นไหวต่อความตายด้วยอุบายอดอาหารนั่งสมาธิ เข้าสู่อาทิตย์ที่ ๑ ผ่านเข้าสู่อาทิตย์ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ติดต่อกันนานถึง ๓๕ วัน จึงหยุดทำความเพียรมาฉันอาหารตามปกติ (ฉัน ๑ มื้อ) ติดต่อกัน ๑-๒ อาทิตย์ จากนั้นก็ฝึกฝนอบรมด้วยอุบายเดิมด้วยการอดอาหารหวานคาวทุกชนิดฉันเพียงน้ำเปล่าฝึกจิตจนมีพลังอำนาจแก่กล้าจิตใจจดจ่อกับองค์บริกรรม พุทโธในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน โดยมีสติรู้ตัวตลอดเวลาสลับกันกับอุบายอดนอนโดยการมาฉันภัตตาหารเพียงหนึ่งมื้อ ถ้าทำความเพียรอ่อนไปไม่ได้เพราะกิเลสกับธาตุนั้น มันเหนียวแน่นผูกดวงจิตพร้อมทั้งกรรมชั่วช้าลามกนั่น ฉะนั้นจึงทำความเพียรชนิดอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ห่วงใยในชีวิตสังขาร เห็นสังขารนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสรพิษร้ายกาจให้เป็นทุกข์อยู่ทุกข์กาลสมัยนับตั้งแต่วันเกิดเป็นต้นมา อสรพิษใหญ่นั้นคือ ความเจ็บ แก่ ตาย
เดือนที่ ๑ ผ่านไป เดือนที่ ๒ ผ่านไป พอเดือนที่ ๓ จะผ่านไปจิตจึงสงบบางคืนเดินแล้วก็ยืน ยืนนั้นหายใจเข้าว่าพุท หายใจออกว่าโธ ผ่อนลมหายใจเข้าออกให้น้อยลงกายสังขารคือ (เครื่องปรุงกาย) อานาปานสติ คือ ลม (สติกำหนวดลม) นั่นแหละ ต่อแต่นั้นมาจิตก็อ่อนลงละเอียดไปทุกที ก่อนที่จิตจะสงบนั้นจิตก็วางพุทโธพอวางปุ๊ปจิตก็รวมปั๊ปลงถึงขั้นขณิกสมาธิ (จิตสงบลงเล็กน้อย) พอถึงขั้นนั้นความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าของร่างกายก็หายไปหมด รู้สึกสดชื่นแข็งแรงนี่แหละอำนาจของจิตสงบ เป็นของอัศจรรย์เลิศประเสริฐสุดแล้ว ศรัทธาก็เกิดขึ้นพร้อม วิริยะ สติปัญญา เกิดความเห็นชอบ โอ้ วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ นั้นจริงแท้ ผู้มีความเพียรจะต้องมีทุกข์ ทุกขะมัจเจติ ความทุกข์นั้นเผาธาตุขันธ์แล้วก็เผาใจด้วยบุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรเป็นธรรมจึงสมกับนามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “นัตติ สันติ ปะรัง สุขัง” ความสุขอื่นเสมอด้วยจิตสงบไม่มี
การที่บุคคลเพียรปฏิบัติจิตตภาวนา เพื่อให้จิตถึงธรรมในภพในชาตินี้มุ่งสู่จุดหมายคือพระนิพพานตามพระพุทธองค์ พระอริยสาวกได้นั้น ต้องอาสัยเหตุปัจจัยสิ่งใดที่เรียกเหตุ สิ่งใดที่เรียกปัจจัย เหตุคือการประพฤติปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เดิน ยืน นั่ง พิจารณาธาตุขันธ์น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์อย่างนั้นเรียกว่าการประกอบเหตุดี ปัจจัยได้แก่บุญกุศลแต่ชาติปางก่อน ถ้ามันสมดุลกันแล้วก็ไปได้ บุญกุศลนั้นจะเป็นเครื่องตัดกระแสของสงสารไปได้ ถ้าปัจจัยเต็มแล้วแต่ขาดเหตุก็ไปไม่ได้ หรือเหตุพร้อมแล้ว แต่ขาดปัจจัยก็ไปไม่ได้เช่นกัน ต้องพร้อมมูลทั้งสองอย่างมันจึงจะไปได้ นั่นแหละไม่ต้องสงสัย แต่จะไปได้หรือไม่ได้ก็ตามอย่าหวั่นไหว ในการประพฤติปฏิบัติศาสนาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะทำน้อยหรือทำมากก็เป็นบุญกุศลเป็นนิสัยเป็นปัจจัยทั้งนั้น
จิตของพระอาจารย์บุญเดชได้รวมลง พระธรรมก็ยกบุพเพชาติมาให้ทราบในอดีตชาตินั้น พระอาจารย์บุญเดชได้เกิดเป็นลูกคนทุกข์ยากลำเข็ญอยู่ริมน้ำโขง (แถวเขตจังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน) เห็นภาพในอดีตชาติของตนเกิดเป็นลูกชาวสวนพ่อแม่มีอาชีพปลูกแตง ในชาตินี้พระอาจารย์บุญเดชจึงได้สืบทอดอาชีพชาวสวนแตงตามบรรพบุรุษ ครอบครัวนี้มีบุตร ๑ คน ธิดา ๑ คน ฝ่ายลูกสาวเป็นลูกคนโตได้เสียชีวิตลงเหลือแต่เพียงบุตรชายเพียงผู้เดียวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่พ่อแม่ได้พึ่งพาอาศัยครอบครัวนี้มีที่ดินเพื่อปลูกพืชแตงจำนวนหลายไร่ ติดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตื่นเช้ามาเด็กหนุ่มผู้กตัญญูก็จะออกไปตักน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมารดสวนแตงทุกๆ เช้าพร้อมกับพ่อแม่ ก่อนหน้านั้นหนุ่มสวนแตง (พระอาจารย์บุญเดช) ก็จะไปรดน้ำสวนแตงกับพี่สาวพอพี่สาวเสียชีวิตลงฝ่ายพ่อแม่จึงได้มาช่วยลูกชายรดน้ำสวนแตง
นานวันเข้าหนุ่มสวนแตงเติบโตเป็นหนุ่ม มีร่างกายกำยำอายุได้ประมาณ ๑๘-๑๙ ปี จึงขออาสารดน้ำผักสวนแตงเองโดยให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้พักผ่อน ชายหนุ่มสวนแตงดำเนินชีวิตด้วยอาชีพการเกษตรกรรมเลี้ยงครอบครัว ชีวิตของปุถุชนย่อมมีกิเลสมีกามราคะอยู่ในจิตใจ ต่อมาหนุ่มสวนแตงได้เกิดชอบพอรักใคร่ในตัวหญิงสาว หน้าตาแฉล้มแช่มช้อย รูปร่างอรชรงดงาม นางหนึ่งในหมู่บ้าน หากในสมัยนั้นชาตินั้นมีการประกวดสาวงามประจำตำบลตำแหน่งนี้เห็นทีหล่อนคงจะจองเป็นแน่แท้ นางเป็นที่หมายปองครองดวงใจของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในตำบล ชายหนุ่มสวนแตง (อดีตชาติของพระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช) พอว่างจากงานต่างๆ ในสวนแตงแล้วจึงเดินทางไป เพื่อเกี้ยวสาวผู้งามสง่า ชายหนุ่มสวนแตงนุ่งผ้าโสร่ง (ผู้คนในสมัยนั้นนิยมแต่งกายแบบนี้) ก่อนที่หนุ่มสวนแตงจะลงจากเรือนตนสู่บ้านของหญิง ผู้เป็นมารดาจึงได้กล่าวสอนบุตรผู้บ่าวน้อย(ผู้น้อย) “ลูกเอ๋ย เจ้าไปเรือนผู้หญิง เจ้าจำคำสอนของแม่ไว้นะ หนึ่งเจ้าอย่าไปผายลมบนเรือนผู้สาว (ผู้หญิง) นะ สองเวลาเจ้าไปนั่งที่เรือนสตรี เจ้าอย่าเอามือไปนั่งค้ำพื้นนะ สามเจ้าอย่าไปนอนบนเรือนผู้หญิงนะ อย่าไปพิงกับเสาเรือนเขานะลูก และเวลาไปจีบผู้หญิงเวลาคุยกับหล่อนแล้ว เจ้าต้องกลับมาเล่าให้แม่ฟังนะ เจ้าอย่าไปจับเนื้อต้องตัวผู้หญิงนะ” หนุ่มสวนแตงน้อมรับคำแนะนำจากมารดาใส่ใจจึงเดินทางออกจากเรือนตนพร้อมกับเพื่อนชายของตนเดินทางมุ่งสู่ชานเรือนหญิงสาวที่หมายปอง การพูดจาเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสวนแตงกับสาวงามงอนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นสมอุรา
ต่อมาไม่นานได้ปรากฏมีบุรุษลึกลับผู้หนึ่งไม่ทราบว่าเดินทางมาจากทิศทางใดได้มาพบกับชายหนุ่มสวนแตงและได้มาขออยู่ร่วมช่วยงานต่างๆ ในสวนแตงของชายหนุ่ม ช่วยรดน้ำพรวนดินแปลงสวนแตงจนมืดค่ำ ชายหนุ่มบุรุษลึกลับผู้มาเยือนจึงได้มานอนเล่นอยู่กับหนุ่มสวนแตง ซึ่งได้สังเกตดูพฤติกรรมผู้มาเยือนก็อดแปลกใจมิได้ จึงได้สอบถามกับชายผู้ลึกลับที่มาช่วยรดน้ำสวนแตงของตน “หมู่(เพื่อน) มาจากไหนกันหนอ” ชายหนุ่มผู้ลึกลับ จึงได้ชี้มือบอกไปทางลำแม่น้ำโขง
“นู้น เรามาจากทางนู้น” หนุ่มสวนแตงก็คิดว่าบ้านของเพื่อนผู้ลึกลับอยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำโขง (ประเทศลาวปัจจุบัน) แขกเยือนผู้ลึกลับเมื่อกลับมาจากฟากฝั่งแม่น้ำโขงก็มาช่วยเหลืองานหนุ่มสวนแตง นานวันจนเกิดเป็นความผูกผัน กาลผ่านเข้าวันที่ ๓ และในทุก ๓ วันหลังจากที่บุรุษลึกลับมาช่วยรดน้ำแปลงสวนแตง หนุ่มสวนแตงก็จะจัดแบ่งแตงให้ไปรับประทาน พอรับแตงบุรุษผู้มาเยือนนั้นก็จากไป โดยที่หนุ่มสวนไม่ทราบว่าเขาหายไปทิศทางใด ครั้นพอถึงเวลารดน้ำสวนแตงบุรุษลึกลับก็จะมาปรากฏกายมาจากลำแม่น้ำโขง ก็จะเดินทางมาช่วยรดน้ำแปลงแตง นานวันความผูกผันยิ่งแน่นแฟ้น
ในที่สุดหนุ่มสวนแตงกับบุรุษลึกลับจึงได้สัญญาใจผูกตกลงเป็นเสี่ยวเพื่อนตายกัน พอมีความสนิทสนมกับมานพหนุ่มลึกลับผู้มีรูปกายกำยำสง่า จึงได้เอ่ยถามเสี่ยว “ผู้หญิงสาวในตำบลนี้ใครงามที่สุด” หนุ่มสวนแตงได้ฟังคำถามนึกในใจ “มีอยู่นะ ถ้าจะไปหาสาวงามที่ว่าจริงๆ ก็จะไปตรงสาวเจ้าที่เราเฝ้าหวง เราจีบอยู่แน่ๆ”
หนุ่มสวนแตงจึงยังไม่บอกเพื่อนผู้ลึกลับให้ทราบ แต่ก็อาสาพาเพื่อนผู้ลึกลับไปรู้จักกับหญิงสาวคนอื่นแทนหนุ่มสวนแตงได้พาเสี่ยวไปทำความรู้จักเกี้ยวพาราสีกับสาวๆ ในหมู่บ้านแต่ละนางก็มีความสวยงามอ่อนหวานไม่แพ้กันในสาวงามในแต่ละหมู่บ้านต่างๆ ครั้นพอตกกลางคืนมานพหนุ่มผู้ลึกลับกลับไม่ยอมนอนอยู่ร่วมกับเพื่อน หนุ่มสวนแตงมีความสงสัยประหลาดใจในตัวมานพผู้ลึกลับ เมื่อได้สังเกตดูพฤติกรรมของผู้เสี่ยวผู้นี้ อาทิอยู่ทำงานในสวนแปลงพืชตลอดวันก็ไม่ยอมกินข้าว ดื่มน้ำ กลางคืนก็ไม่ยอมนอนโอกาสอำนวยจนในที่สุด มานพหนุ่มผู้ลึกลับก็ได้มีโอกาสรู้จักกับหญิงสาวที่หนุ่มสวนแตงหมายปอง ได้รู้จักกับหล่อนนานวันจนได้เกิดความรู้สึกผูกผัน ชอบพอรักใคร่ เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน
หนุ่มสวนแตงก็มิได้เฉลียวใจความผูกผันของมานพหนุ่มผู้ลึกลับกับสาวงามเลิศในตำบลนานวันก็ยิ่งแน่นแฟ้นจนถึงขนาดพูดคุยกันในเรื่องแต่งงาน จนในวันหนึ่งหนุ่มสวนแตงจึงได้ซักสอบถามเสี่ยว “เป็นอย่างไร? เพื่อน จะแต่งงานกับสาวเจ้าจริงๆหรือ ” มานพหนุ่มผู้ลึกลับไม่ทราบมาก่อนว่าหญิงสาวที่ตนหมายปองนั้นเป็นคนเดียวกันกับที่หนุ่มสวนแตงหมายปองเช่นกัน มานพหนุ่มลึกลับตอบ “เอาจริงๆละ เพื่อน ” หนุ่มสวนแตง “โอ้ สาวแถวนี้ เขาแต่งกันแพงนะเพื่อน สินสอดทองหมั้น” สมัยนั้นแต่งงานกันทีก็ใช้เงินประมาณ ๑๒ บาท เป็นเงินเฟื้อง เงินสตางค์ หนุ่มสวนแตงถามย้ำ “แต่งแพงนะโต๋ จะมีไหม” มานพผู้ลึกลับ “ไม่อด” หนุ่มสวนแตง “ทองล่ะ” ทองก็ไม่อดของในโลกมนุษย์นี้ไม่ต้องห่วงขอแต่ว่าให้ทางพ่อแม่ของหญิงสาวตกลงก็พอ ส่วนทางหญิงสาวจิตใจก็ยังห้าสิบห้าสิบอยู่นะ” ภายหลังจึงทราบว่าหญิงสาวที่หมายปอง นั่นเป็นคนเดียวกันกับที่หนุ่มสวนแตงมีใจให้หล่อน
มานพหนุ่มผู้ลึกลับเกิดความพึงพอใจกับหญิงสาวผู้เดียวกันกับหนุ่มสวนแตง หญิงสาวรูปร่างอรชรเป็นธิดาคนเดียวของครอบครัว จะทำอย่างไรดี เพราะสองหนุ่มผู้นี้ได้ผูกมิตรกันฝากเป็นฝากตายซึ่งกันและกันแต่ว่ามีจิตใจตรงกันคือชอบหญิงสาวคนเดียวกันความเอ๋ยความรักยากจะลงเอยสมใจปรารถนา แต่หัวใจของผู้มีกิเลสราคะก็ต้องเรียกร้องหาสิ่งเหล่านี้ในที่สุดหนุ่มสวนแตงจึงได้เผยความจริงใจให้มานพหนุ่มรับทราบ “หญิงสาวคนนั้นเป็นผู้สาว (แฟน) เรานะ ” มานพหนุ่มตกใจ เมื่อทราบความจริง “โอ๋ ตายเราทำไมเป็นอย่างนี้หนอ เพื่อนจะไม่เสียใจหรือ” จากนั้นจึงได้เดินทางไปพบหญิงสาวพร้อมกันทั้งสองเพื่อจะไปถามหญิงสาวว่าหล่อนจะเลือกใคร ระหว่างหนุ่มสวนแตงกับมานพหนุ่มรูปงาม
เมื่ออยู่เผชิญต่อหน้ากัน หญิงสาวได้ทราบความจริง จึงตอบเป็นกลางๆ ให้ทราบ “จะเลือกใครก็แล้วแต่พ่อแม่ พ่อแม่จะเห็นสมควรให้ใคร ฉันจะเอาคนนั้น” ผู้คนในสมัยก่อนมีความเคารพเชื่อฟังบิดามารดาทุกอย่าง ชายหนุ่มกับสวนแตงก็รู้จักกับมานพผู้ลึกลับมาตั้งนาน ก็มิได้สอบถามถึง ความเป็นใครอยู่ที่ไหน
มีสิ่งที่หนุ่มสวนแตงสังเกตเห็นความประหลาดของมานพหนุ่มลึกลับ คือ ในยามค่ำคืนภายหลังที่กลับจากไปแอ่วสาวกลับมายังเรือน มานพหนุ่มก็ไม่ยอมหลับยอมนอนตลอดทั้งคืนมีแต่นั่งและเดินไปเดินมา ที่บริเวณสวนแตงจะมีกระต๊อบเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ภายหลังกลับจากแอ่วสาว หนุ่มสวนแตงกับหนุ่มลึกลับก็ได้มาที่กระต๊อบอันเป็นสวรรค์วิมานบนดินของพวกตน มาพักผ่อนเฝ้าสวนแตง หนุ่มสวนแตงเกิดความอ่อนเพลียเมื่อยล้าจึงหลับไปแต่มานพหนุ่มกลับไม่ยอมนอน จะมีเพียงนั่งและเดินไปเดินมาเท่านั้น
กลางวันหนุ่มสวนแตงทานข้าวปลาอาหารอะไร มานพหนุ่มก็จะไม่ยอมร่วมวงรับประทานด้วย เค้าเป็นอะไรของเขาหนอ เมื่อหนุ่มสวนแตงกับมานพหนุ่มได้พบกับหญิงสาวคนเดียวกันความเสียสละความรักเพื่อนจึงต้องตัดใจ ในที่สุดหนุ่มสวนแตงจึงได้ตกลงสัญญาใจบอกกับมานพหนุ่ม “ให้เพื่อนเอาเถอะเพราะรู้ว่ารักหญิงสาวผู้นี้มากจริงๆ เรายอมเสียสละให้เพื่อน”
หนุ่มสวนแตงแสดงความเสียสละ ความซึ้งใจประทับจิตเกิดขึ้นกับเพื่อนมานพหนุ่ม ครั้นเวลาไปพูดคุยกับหญิงสาว มานพหนุ่มก็จะขึ้นเรือนไปคุยกับหญิงสาวตามประสาหนุ่มสาวที่มีความรักต่อกัน ส่วนหนุ่มสวนแตงนั้นนั่งเฝ้ารอนอนรออยู่ข้างใต้ถุนบ้านเมื่อได้เวลาพอสมควร มานพหนุ่มก็จะลงจากเรือนแล้วเดินทางกลับบ้านพร้อมกับหนุ่มสวนแตง ในที่สุดมานพจึงได้เผยความจริงให้แก่หนุ่มสวนแตงรับทราบ “เราไม่ใช่คนนะ ” หนุ่มสวนแตงตกใจ “อ้าวไม่ใช่คนแล้วเป็นผีหรือไง” มานพหนุ่มตอบ “เราเป็นนาค (พญานาค) เราซึ้งน้ำใจโต๋ (คุณ) มากจริงๆ” เมื่อหนุ่มสวนแตงรับทราบความจริงที่เห็นความผิดสังเกตก็เริ่มเข้าใจ เมื่อพบว่าภายหลังที่มานพหนุ่มมาช่วยรดน้ำแปลงสวนแตง นั้นปรากฏว่าแตงสวยงามผิดปกติ มีแต่ผลใหญ่ๆ บางลูกใหญ่มากขนาดต้องแบกหามเอา จึงจะเอาไปไหว
ครั้นพอถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร พ่อแม่หนุ่มสวนแตงก็ได้ตกลงจะไปสู่หญิงสาวให้กับมานพหนุ่ม จึงถามหนุ่มสวนแตง “เราจะมีเงินไปแต่งเขาไหมล่ะ ลูกเอ๋ย? พ่อแม่หญิงสาวเรียกค่าสินสอดสอบสองบาทกับทองหนักหกชั่ง” มานพหนุ่มได้รู้ค่าสินสอดทองหมั้นแล้ว ก็บอกกับเสี่ยวคือหนุ่มสวนแตงและพ่อแม่ของหนุ่มสวนแตง “เงินค่าสินสอดไม่อดหรอก ขอแต่ว่าให้พ่อกับแม่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอให้ผม” พ่อแม่หนุ่มสวนแตงจึงได้เป็นธุระจัดการสู่ขอหญิงสาวให้กับมานพหนุ่ม ในที่สุดมานพก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวสมใจ ฝ่ายหญิงสาวนั้นแต่งงานกับมานพหนุ่มนั้น ก็ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าชายหนุ่มที่ตนแต่งงานด้วยเป็นพญานาค ความลับนี้จะรู้กันแต่เพียงหนุ่มสวนแตงกับพ่อแม่ มานพหนุ่มกับหญิงสาวแต่งงานกันได้ประมาณหนึ่งเดือน เนื่องจากการตรากตรำทำงานเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าประกอบกับข้าวใหม่ปลามันพอดีวันนั้นมานพหนุ่มเผลอนอนหลับขาดสติไปและได้นอนตื่นสายจนตะวันฉายแสงส่องกระทบพสุธาปรากฏว่าร่างกายของมานพหนุ่มที่เมื่อก่อนฝืนไม่ยอมหลับนอนก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาให้ทราบได้กลับกลายเปลี่ยนจากชายหนุ่มรูปงามมาเป็นงูใหญ่ เนื่องจากผิดสัจจะกฎของเมืองพญานาค
พวกพญานาคที่มาปรากฏเป็นมนุษย์พอร่างกายถูกแสงอาทิตย์จะกลายเป็นงูทันทีหากไม่มีสติควบคุม เหตุนั้นจำเป็นที่พวกพญานาคที่มาปรากฏกายเป็นมนุษย์จะต้องตื่นให้ทันก่อนแสงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า
เมื่อได้ทราบดังนั้นทางฝ่ายครอบครัวภรรยาเกิดความตกใจ หวาดกลัวที่เห็นเหตุการณ์นี้มานพหนุ่มผู้กลายร่างเป็นงูใหญ่จึงค่อยๆ เลื้อยคลานมาหาพ่อแม่และเสี่ยว พอเลื้อยมาถึงก็ยกคอผงกๆ หัวให้พ่อแม่ของหนุ่มสวนแตงทราบ จากนั้นจึงได้เลื้อยไปหาเพื่อนของตนซึ่งเป็นหนุ่มอาภัพผู้ผิดหวังชอกช้ำระกำใจ ผิดหวังจากความรักอกหักซ้ำบ่อยๆ อดทนกล้ำกลืนฝืนทนข่มใจ นั่งดีดพิณอยู่กระท่อมริมฝั่งแม่น้ำโขงปลอบใจตัวเอง งูใหญ่นั้นได้มายกคอชูขึ้นผงกหัวให้ทราบพร้อมกับน้ำตาไหลคลอเบ้าต่อหน้าเสี่ยว จากนั้นจึงได้เลื้อยลงหายไปในลำน้ำโขง
กาลเวลาผ่านไปสองถึงสามวันมานพหนุ่มก็ได้เดินทางขึ้นมาจากลำแม่น้ำโขงเพื่อมาพบกับหนุ่มสวนแตง มาครั้งนี้มาเพื่อลา เนื่องเพราะตนทำผิดกฎระเบียบของเมืองพญานาค (เมืองบาดาล) เพราะมาปรากฏรูปกายให้คนเห็นจะจะ มานพหนุ่มมาสั่งลาชายหนุ่มสวนแตงและได้สนทนาพร้อมกับฝากฝัง “เพราะต่อไปนี้จะไม่ได้ขึ้นมาอีกง่ายๆ ไม่ทราบจะมีโอกาสเมื่อไร เพราะถูกระเบียบของเมืองบาดาลไม่ให้ขึ้นมาเลยในรูปร่างของมนุษย์” มานพหนุ่มจึงได้ฝากฝังภรรยาของตนไว้กับหนุ่มสวนแตงให้ช่วยดูแลภรรยาให้ด้วย “ฝากตัวแทนกายฝากใจแทนเรา เราขอฝากภรรยาไว้กับเสี่ยวนะ ช่วยดูแลหล่อนให้ด้วย” เนื่องด้วยคำสัญญาคำสัตย์จากลูกผู้ชาย ผู้คนในสมัยนั้นถือคำสัตย์ซื่อจริงใจเสมอชีวิต ถือความสุจริตเป็นที่ตั้ง ฝากก็คือฝาก จากนั้นมานพหนุ่มจึงได้มาสั่งเสียลาภรรยาก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองนาคาพิภพ “ให้เธอนั่งภาวนาสวดมนต์ทุกวันนะ เพราะลูกที่จะเกิดมาจะได้เป็นคนดี ลูกคนนี้ที่จะเกิดมาถ้าเลี้ยงไม่ดี ก็จะเป็นถึงโจรเป็นหัวหน้าโจร ถ้าเป็นฤาษีก็จะได้เป็นหัวหน้าฤาษี เขาจะเก่งตั้งแต่เด็ก เพราะเขาเป็นลูกครึ่งของพญานาคและมนุษย์จะต้องเลี้ยงลูกให้ดี อย่าตีศีรษะเขา อย่าให้ลูกคนนี้ลอดราวผ้า ถ้าเขาดื้อมากก็ให้สั่นกระดิ่งเรียกหา แล้วพ่อจะมาจัดการเอง” จากนั้นมานพหนุ่มจึงได้มอบกระดิ่งไว้แก่ภรรยาเพื่อมอบให้กับบุตรที่จะมากำเนิด เพราะในขณะนั้นภรรยาเริ่มตั้งครรภ์อ่อนๆ
พอถึงฤดูเก็บผลผลิตหนุ่มสวนแตงก็ได้นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน นำไปให้พ่อแม่และเตรียมที่จะไถแปลงปลูกพืชต่อไป เนื่องจากความชอกช้ำระกำใจเรื้อรังมานานประกอบกับหนุ่มสวนแตงป่วยเป็นโรคท้องร่วง หนุ่มสวนแตงก็จะแวะเวียนไปดูแลภรรยาสาวของเสี่ยวให้เป็นประจำ ต่อมาอาการป่วยโรคท้องร่วงก็กำเริบหนักทวีความทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นทุกวันๆ อยู่ได้ไม่นานวันหนึ่งเนื่องจากสมัยนั้นไม่มีหยูกยาที่จะรักษาหนุ่มสวนแตงก็ได้จบชีวิตลงมรณะขณะมีอายุได้ ๒๙ ปี ญาติสนิทมิตรสหายก็ร้องห่มร้องไห้เสียใจ
โดยเฉพาะพ่อแม่เกิดความทุกข์ระทมใจเป็นยิ่งหนัก ที่ก่อนหน้านี้ลูกสาวก็ตายไปหนำซ้ำลูกชายสุดที่รักก็มาเสียชีวิตอีกคน จึงได้ชักชวนกันไปถือศีลภาวนาอยู่ในวัด จิตของมนุษย์ยังไม่หมดเชื้อกิเลสตัณหาราคะก็จำต้องไปเสวยกรรม
เมือจิตวิญญาณมีความผูกผันกับสิ่งใด ก็จะต้องไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นอำนาจกรรมจะดลบันดาล หลังจากที่หนุ่มสวนแตงเสียชีวิตลงจิตวิญญาณของหนุ่มสวนแตงที่มีความผูกผันในสัญญากับเพื่อนพญานาคและผูกผันในตัวหญิงสาวภรรยาของมานพหนุ่มผู้ที่ตนเคยรักเคยหลงชอบพออยู่นาน ขณะนั้นหญิงสาวภรรยาของมานพหนุ่มจากเมืองพญานาคก็ได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ จิตวิญญาณของหนุ่มสวนแตงก็มิได้ไปไหน ยังคงเฝ้าวนเวียนอยู่ใกล้ๆกับภรรยาของเสี่ยว อีกจิตหนึ่งก็มีความผูกผันกับผู้เป็นพ่อเป็นแม่ซึ่งอยู่ในวัยช่วงไม่สามารถกำเนิดบุตรได้ จิตวนเวียนหาที่เกิดด้วยสัญญาความผูกผันจิตวิญญาณของหนุ่มสวนแตงที่มีกับภรรยาของมานพหนุ่ม จึงได้วนเวียนไปเฝ้าอยู่กับภรรยาของมานพหนุ่มเสมอ จิตวิญญาณ (กายทิพย์) ของหนุ่มสวนแตงจึงได้ไปนอนอยู่ใกล้ๆ กับภรรยาของมานพหนุ่ม ขณะนั้นเองวิญญาณของหนุ่มสวนแตงก็ได้มองเห็นช่องใหญ่คล้ายกับกลองเพลมีให้เลือกหลายขนาด จะเข้าสู่ช่องใดมีช่องเลือกให้เข้าจิตวิญญาณของหนุ่มสวนแตงจึงตัดสินใจได้เข้าไปเลือกช่องใหญ่ๆ งามๆ จิตวิญญาณเข้าสู่โพรงนั้นแล้วก็ปรากฏว่าจิตวิญญาณของหนุ่มสวนแตงได้ถูกอำนาจกรรมหนุนนำให้ไปปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของภรรยามานพหนุ่ม จิตวิญญาณอยู่ในครรภ์หญิงสาวนานวันจากหนึ่งเดือนเป็นสองเดือนจากสองเดือนเป็นสามเดือนเข้าสู่เดือนที่เก้าถึงกาลกำหนดคลอด ภรรยาของมานพหนุ่มแห่งเมืองพญานาคาพิภพจึงได้กำเนิดบุตรออกมาเป็นเพศชายมีผิวพรรณผุดผ่องรูปร่างน่ารักน่าเอ็นดูน่าชัง
ด้วยสายสัมพันธ์จากผู้เป็นบิดาแห่งเมืองพญานาคกับมารดาผู้เป็นมนุษย์ จึงได้ตั้งชื่อบุตรว่า “บุญญฤทธิ์” เด็กชายบุญฤทธิ์ถูกมารดาเลี้ยงดูด้วยความรักทะนุถนอมจนเติบโต ก็เริ่มมีความแตกต่างกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน เพราะสายเลือดจิตวิญญาณของผู้เป็นพ่อพญานาคกับผู้เป็นแม่สาวสวย เด็กชายบุญญฤทธิ์เติบโตรวดเร็วผิดปกติกว่าเด็กคนอื่น อายุเพียงขวบกว่าก็มีรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ อายุสองถึงสามขวบ ผู้เป็นมารดาก็ได้สังเกตเห็นบุตรชายมีพละกำลังแรงผิดปกติมากกว่าเด็กคนอื่นๆ
พออายุย่างสี่ถึงห้าขวบ เด็กชายบุญญฤทธิ์ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ก็จะถูกเพื่อนฝูงนับสิบคนรุมล้อมจับเด็กชายบุญญฤทธิ์ก็จับไม่อยู่บ้างนำเชือกมาดึง (ชักเย่อ) เพื่อนร่วมสิบคนต่อเด็กชายบุญญฤทธิ์คนเดียวยื้อแย่งชักเย่อไปชักเย่อมาด้วยมือเปล่าปรากฏว่าเด็กชายบุญญฤทธิ์ ผู้มีพลังพิเศษเหนือกว่าเด็กชายคนอื่นสามารถดึงเพื่อนทั้งหมดเหล่านั้นมาได้อยู่ในฝั่งของตน
หากวันใดบังเอิญเด็กชายบุญญฤทธิ์ได้ตีเพื่อนผู้ใดก็แล้วแต่ มักจะปรากฏว่าเพื่อนผู้นั้นป่วยเป็นไข้ทันที หากเด็กชายบุญญฤทธิ์เกิดความโมโหก็จะไปทุบตีต้นไม้ ตุ้บๆ ต่อมาไม่นานต้นไม้นั้นก็จะตายลงด้วยพลังฤทธิ์สายเลือดพญานาค เหตุการณ์ความวุ่นวายจากอำนาจฤทธิ์ที่อยู่ในตัวร้อนรนไปถึงเหล่าเทพเทวดาพระอินทร์ จึงได้ลงมาบอกให้ฤาษีตนหนึ่ง ซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่ในขุนเขาให้ออกจากป่าเพื่อไปอบรมเพราะหากไม่มีผู้อบรมที่มีความสามารถกว่าเด็กผู้นี้อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้นพระฤาษีจึงได้ออกเดินทางมาพบกับหนุ่มบุญญฤทธิ์ซึ่งได้เติบโตเป็นหนุ่มและได้ขอตัวบิณฑบาตขอตัวหนุ่มบุญญฤทธิ์กับผู้เป็นมารดาเพื่อนำไปอยู่ด้วย ฝ่ายมารดาก็มีบุตรเพียงผู้เดียวจึงไม่อนุญาตยกลูกชายให้ไปกับฤาษีได้แต่อนุญาตเฉพาะวันพระเท่านั้นให้หนุ่มบุญญฤทธิ์ไปบำเพ็ญพรตอยู่กับฤาษี วันธรรมดาไม่ให้ไป เนื่องจากมารดาต้องอาศัยให้คอยดูแลช่วยเหลืองานต่างๆ ที่บ้าน ฝ่ายมารดาบอกให้ทราบ “ถ้าหากวันใดที่แม่เสียชีวิตแล้วจะอนุญาตให้อยู่ด้วยเลย” หนุ่มบุญญฤทธิ์พอได้มาอยู่กับฤาษี ถูกอบรมเคี่ยวเข็ญสั่งสอนจากพระฤาษีไม่นาน จากที่มีนิสัยโกรธชอบเอะอะอาละวาดใช้กำลังเป็นใหญ่ก็กลับกลายเป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใคร ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา เพราะถูกพระฤาษีอบรมให้นั่งภาวนาอบรมจิตใจของตนจนมีความเยือกเย็น บางวันช่วยงานที่บ้านโดยนำควายไปเลี้ยงแล้วก็จะหลบมุมนั่งสมาธิภาวนา
เกิดมาในชาตินี้ ผู้เป็นมารดาของตนก็ทำอาชีพปลูกแตง หนุ่มบุญญฤทธิ์ก็ได้ช่วยเหลืองานรดน้ำพรวนดินแปลงสวนแตงเหมือนในอดีตชาติที่ผ่านมา พอถึงวันศีลแปดค่ำสิบห้าค่ำ พระฤาษีจะเดินทางมารับเพื่อไปอบรมฝึกฝนด้านการภาวนาให้ ด้วยอำนาจตบะธรรมแห่งสายโลหิตของพ่อคือพญานาค จึงทำให้หนุ่มบุญญฤทธิ์มีฤทธิ์มีเดชอยู่ในตัวอยู่แล้ว ประกอบกับการได้รับการฝึกฝนตบะธรรมจิตตภาวนาจากพระฤาษีบำเพ็ญพรตจนเกิดอำนาจจิตฌานทรงพลัง โดยเฉพาะพระฤาษีอบรมฝึกฝนให้โดยเน้นไปทางด้านฤทธิ์เดชเป็นหลัก ในที่สุดได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างต่อเนื่องจนสามารถแสดงฤทธิ์อภิญญา เหาะเหินเดินอากาศได้
ด้วยอำนาจวาสนาสายเลือดของผู้เป็นบิดา และได้รับการฝึกฝนอบรมจากพระฤาษีอบรมสมถะ จนเกิดอำนาจญานอภิญญา ได้รับสิทธิพิเศษคือสามารถลงไปในเมืองบาดาลได้ อย่างคราวในเมืองพญานาคมีงานบุญงานกุศลในช่วงออกพรรษา มีบุญบั้งไฟพญานาคก็จะเดินไปที่บริเวณริมแม่น้ำโขงก็จะดำน้ำลงสู่เมืองบาดาลเนื่องเพราะได้รับอนุญาตให้ลงไป โดยก่อนหน้าที่จะลงไปเมืองบาดาลนี้จะมีหมู่เพื่อนจากเมืองนาคาพิภพมาบอกให้ทราบ “ทางเมืองพญานาคของพ่อ (พญานาค) จะมีงานบุญจัดงานบุญขึ้น”
เครือญาติจะบอกให้ทราบแล้วนำไปยังเมืองนาคาพิภพเพื่อไปร่วมงานบุญของเหล่าพญานาค อาทิงานบุญให้ปู่ย่า ป้าลุง หนุ่มบุญญฤทธิ์เป็นลูกหลานเชื้อสายพญานาคก็จะได้ไปร่วมงานเป็นประจำ เมื่ออายุย่างเข้าประมาณ ๑๘ ปี ถูกอบรมฝึกฝนจากพระฤาษีจนสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้โดยเริ่มแรกรู้จักการจิตบังคับ ต่อมาก็สามารถแสดงฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้เอง จนคล่องแคล่วหากจะพูดถึงสายพันธุกรรมนั้นก็นับได้ว่าหนุ่มบุญญฤทธิ์เป็นผู้รูปงามรูปหนึ่ง เนื่องจากมีเชื้อสายของผู้เป็นแม่มีความสวยงาม จากพ่อพญานาคผู้ทระนง หนุ่มบุญญฤทธิ์ก็จะมีสาวๆ มาติดพันเยอะ แต่ด้วยมีพระฤาษีคอยควบคุมดูแลฝึกฝนให้จึงทำให้มุ่งมั่นเพียรฝึกฝนตบะธรรม อบรม สมาธิจิตใจฝักใฝ่อยู่กับการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ฝึกจิตให้เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียวจนมีอิทธิฤทธิ์มากมาย เพลิดเพลินสนใจ แต่ทางด้านอภิญญาจนทำให้จิตที่จะมีความรู้สึกไปรักใครสนใจเรื่องหญิงสาวก็น้อยลง ครั้นหนุ่มบุญญฤทธิ์ไปเมืองพญานาคก็จะได้รับมองเข็มขัดจากผู้เป็นบิดาพญานาคมีลักษณะเป็นหัวงูอยู่กลางเข็มขัด ข้างในสามารถใส่สิ่งของได้เป็นที่บรรจุธาตุกายสิทธิต่างๆ ไว้ มีสายเข็มขัดเหมือนหนังงู อยู่ต่อมาผู้เป็นมารดาได้เสียชีวิตลงหนุ่มบุญญฤทธิ์จึงได้ออกบวชเป็นพระฤาษีบำเพ็ญพรตอบรมตบะธรรมสร้างสมบารมีแผ่อินทรีย์ให้แก่ตนบำเพ็ญอยู่ ณ ขุนเขา จนถึงกาลเวลาร่วงโรยแห่งสังขาร จึงได้มรณภาพลง ณ ดินแดนภูเขาภูลังกา (ปัจจุบันได้พบกระดูกฝังอยู่ในถ้ำวัดแสงธรรมบริเวณที่พระภิกษุฉันภัตตาหาร โดยถูกขุดพบกระดูกและกระดิ่งทองคำที่ได้รับมอบมาจากพ่อพญานาคในชาติที่แล้ว ส่วนหนึ่งอยู่ใต้องค์พระพุทธรูปองค์ดำ)

