
| ฉายา | ฐิตธัมโม (ผู้มีธรรมเป็นฐาน หรือ ผู้มีจิตใจตั้งมั่นในธรรม) |
| นาม | พระอธิการวิชัยรัตน์ ฐิตธัมโม |
| นามเดิม | วิชัยรัตน์ (ขุ้ย) ท่อนทอง |
| เกิด | วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2454 |
| มรณภาพ | วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม 2554 เวลา 15.07 น. ตรงกับวันแรม 12 ค่ำ เดือน 9 |
| อายุ | 100 ปี 3 เดือน 6 วัน |
| อุปสมบท | วันที่ 4 มีนาคม 2476 |
พระอธิการวิชัยรัตน์ ฐิตธัมโม หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักดีในนาม “หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม” เป็นพระเกจิอาจารย์ศิษย์เอกสืบสายวิทยาคมจาก พระครูวิชิตพัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ วัดช้างเผือก อ.เมืองเพชรบูรณ์ อดีตพระเกจิชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์
หลวงปู่ขุ้ย ถือกำเนิดในสกุล “ท่อนทอง” เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2454 ที่บ้านท่ามะทัน ต.ท่าอิบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โยมบิดา-มารดา ชื่อนายทองดี และนางทองสุข ท่อนทอง ช่วงวัยเยาว์เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่บ้านเกิด พอได้อายุ 12 ปี บิดาถึงแก่กรรมจึงบรรพชาบวชหน้าไฟ พ.ศ.2466 ให้โยมบิดา แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แม้จะเสร็จงานศพบิดาจึงไม่ยินยอมลาสึกขา ขออนุญาตโยมมารดา บวชเรียนต่อไป
ต่อมาได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของหลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาทชนแดน อ.ชนแดน เป็นพระเกจิอาจารย์ีที่มีประชาชนเคารพนับถือ จึงเกิดศรัทธา เดินทางจากบ้านเกิดไปยัง อ.ชนแดน เพื่อฝากต้วเป็นลูกศิษย์ อยู่รับใช้อุปัฎฐาก ตักน้ำ เถกระโถนน้ำหมาก ล้างบาตร ปัดกวาดเสนาสนะ ฯลฯ
ด้วยความเมตตาจากหลวงพ่อทบ จึงได้ถ่ายทอดสรรพวิชาคาถา การทำตะกรุดโทน ลงเลขยันต์คาถาผ้ายันต์และได้ศึกษาปฎิบัติวิชากัมมัฎฐานและกำหนดจิต มีความรู้แก่กล้าตามลำดับ สามารถเสกข้าวสารให้ไก่กิน และศึกษาเรียนรู้ในการจัดสร้างพระกริ่ง พระรูปหล่อ ตามประเพณีโบราณ ผลสัมฤทธิ์ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามเณรขุ้ยมีความชำนาญอย่างยิ่ง

เมื่ออายุได้ 22 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดศรีมงคล อ.หล่อสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2476 โดยมีพระมหาหยวก เจ้าคณะอำเภอหล่มสัก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคำปัน เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระอธิการวันดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “ฐิตธัมโม” มีความหมายว่า “ผู้มีจิตใจตั้งมั่นในธรรม”
ภายหลังอุปสมบท อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ 2 พรรษา จึงได้กราบลา เดินทางไปจำพรรษายังวัดชนแดน เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมและปฏิบัติกัมมัฏฐาน จากหลวงพ่อทบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปฏิบัติธรรมแก่กล้าท่านได้กราบลาหลวงพ่อทบออกเดินทางธุดงวัตรไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ปี พ.ศ. 2486
ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าอีบุญ ปกครองพระสงฆ์ สามเณร ได้ระยะหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายจึงได้ขอลาออก และออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ อาทิ แขวงจำปาสัก ประเทศเขมร ตลอดระยะเวลาในการธุดงควัตร ท่านได้สนทนาธรรมกับพระสายวัดป่าหลายรูป และศึกษาไสยเวทจากอาจารย์เขมรและลาวหลายรูป
ปี พ.ศ. 2517
หลวงปู่ขุ้ย ได้เดินธุดงค์ตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ มุ่งหน้าขึ้นทิศตะวันออก จนในที่สุดท่านได้เดินทางมายังบ้านท่าด้วง เล็งเห็นความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่หมู่บ้านนี้ในอนาคต ประกอบกับมีป่าไม้ แหล่งน้ำไหลผ่าน ท่านจึงได้หยุดธุดงค์ และชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านซับตะเคียน
บ้านซับตะเคียน เป็นบ้านป่าดงดิบเต็มไปด้วย เสือ ช้าง และสัตว์มีเขี้ยวพิษนานาชนิด เต็มไปด้วยไข้ป่า อยู่ห่างจาก อ.หนองไผ่ กว่า 40 ก.ม. ถ้าจะเดินทางมายังที่ตั้งตัวจังหวัด ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ไม่สบาย หลวงปู่ขุ้ยได้เข้าป่าหาสมุนไพร มารักษาชาวบ้านด้วยตนเอง แทนยาจากในเมือง
เมื่อคราวเกิดโรคห่าระบาด ท่านได้นำยาสมุนไพรรักษาชาวบ้านจนหายป่วย หลวงปู่ขุ้ยจำพรรษาชักชวนชาวบ้านเข้าวัดฟังธรรม รักษาศีล จนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้าน รวมทั้งได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดซับตะเคียนแห่งนี้
บั้นปลายแห่งสังขาร
หลวงปู่ขุ้ยอาพาธด้วยโรคปอดติดเชื้อ เข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ละสังขารอย่างสงบใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2554 เวลา 15.07 น. ตรงกับ วันแรม 12 ค่ำ เดือน 9 สิริอายุรวม 100 ปี 3 เดือน 6 วัน เก็บสรีระสังขารของท่านอย่างถาวรให้ลูกหลานได้กราบไหว้สักการะ ณ วัดซับตะเคียน 100 วัน ทำพิธีเผา(หลอก) เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 1 และเคลื่อนย้ายสรีระสังขารบรรจุโลงแก้วไว้ภายในมหาเจดีย์พระธาตุอรหันต์ 108 เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ตรงกับแรม 15 ค่ำ เดือน 6

