เยือนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยกายทิพย์

1

ณ เทือกเขาภูลังกา ดินแดนลี้ลับสุดมหัศจรรย์ พระอาจารย์บุญเดชได้พักผ่อน มีสติควบคุมจิต จากนั้นเวลาประมาณสามทุ่มปรากฏว่ากายทิพย์ (จิต) ค่อยๆ เคลื่อน ตัวออกจากร่างกายแล้วค่อยๆ ลอยสูงขึ้นๆ สู่เบื้องบน จนได้ไปถึงดินแดนแห่งหนึ่ง กาย ทิพย์ของท่านได้มองลงสู่ทิศเบื้องล่างปรากฏว่าได้มองเห็นร่างกายเนื้อของตน นอนสงบนิ่งอยู่กับพื้น กายทิพย์ของท่าน ณ ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่ยังไม่เคยมาสัมผัสได้ทราบทางจิต “นี่สรวงสวรรค์” ก็ได้พบเหล่าเทพเทวดาพากันร้อยพวงมาลัยดอกไม้รอบๆ อาณาบริเวณจะเป็นศาลาปฏิบัติธรรม ท่านจำได้ว่าศาลารูปร่างลักษณะต่างๆ นี้เคยเห็นอยู่ในโลกมนุษย์ อาทิที่วัดเขาสุกิม วัดหนองป่ากุง วัดป่าสามัคคี สันติธรรมเหตุไฉนศาลาต่างๆ เหล่านีจึงมาปรากฏอยู่ดินแดนทิพย์แห่งนี่ได้ เป็นเพราะกรรมอันใดหรือ ท่านจึงได้เที่ยวชมอาณาบริเวณเขตสถานที่ต่างๆ บนดินแดนทิพย์ ได้พบพระภิกษุ และเหล่าผู้คนต่างๆ แต่สิ่งที่น่าแปลกอัศจรรย์ใจของท่านก็คือไม่ได้พบเห็นเด็กเล็กเด็กน้อย หรือผู้เฒ่าผู้แก่เลย จะมองไปทิศทางใดก็พบเห็นแต่ผู้คน (เทพ  เทวดา) มีแต่รูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม มีรัศมีแสงสว่างรอบกายพรี๊บพรับไปหมดแสงรัศมีจะมีมากหรือน้อยก็อยู่ที่อานิสงส์กรรมกุศลแต่ละท่านสร้างมา ท่านทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าก็พบแสงสว่างไสวออกมาจากสถานที่แห่งนั้น “อยู่ไกลๆ นั่นอะไรหนอ” ท่านได้แต่ถามกับตัวเอง สักพักก็มีเสียงดังจากไกลๆ บอกออกมาให้ฟัง

“แสงตามปราสาทราชวัง คือ หมายถึงคนหมดอายุขัยจากโลกมนุษย์แล้วหากสร้างกุศลกรรมไว้แล้วจะมาอยู่ที่นี่” เนื่องมาจากอำนาจกรรมแห่งอานิสงส์ รักษาศีลบำเพ็ญทานเจริญภาวนา ท่านจึงกำหนดจิตถาม “นี่ดินแดนอะไร” ก็ได้มีเสียงผู้คนบอกให้ทราบ “นี่คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”

จากนั้นท่านจึงได้เดินเที่ยวชมดินแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พบเห็นปราสาทราชวังศาลาวิหารธรรมต่างๆ ละลานตาเต็มไปหมด จนรู้สึกว่าเกิดอาการกระหายน้ำ เดินเที่ยวชมจนได้มาพบศาลาหลังหนึ่งมีชื่อว่า “ศาลาวิหารธรรม” เป็นศาลาชั้นเดียวยกพื้น สูง หลังศาลาประดับมุก ข้างในมีองค์พระพุทธรูปเป็นประธานในศาลาวิหารธรรม ข้างในล้วนเต็มไปด้วยพระภิกษุนั่งอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านเห็นดังนั้นจึงได้เดินเพื่อจะเข้าสู่ประตูเข้าไปในศาลาวิหารธรรม

ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่รูปร่างเล็กเดินเข้ามาหา ในมือถือสมุดบัญชีเพื่อมาสอบถามพระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช “ท่านมาทำอะไร ชื่ออะไร ฉายาอะไร”

“ชื่อพระบุญเดช ญาณเตโซ” ท่านแจ้งพระเจ้าหน้าที่ที่ดูแลศาลาวิหารธรรม “โอ้ ท่าน ยังเข้าไปไม่ได้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สถิตของวิญญาณผู้สร้างกุศล ผู้ละสังขารจากเมืองมนุษย์ ท่านจึงได้เดินชมไปรอบๆ ศาลาวิหารธรรม เพ่งมองเข้าไปในศาลา ก็เห็น รูปกายพระท่านท่านหนึ่งพระอาจารย์บุญเดชจำได้ว่าพระรูปนั้นคือ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ของท่านนาม หลวงปู่จำลอง ปภากโร ท่านจึงได้ไปเคาะหน้าต่าง ป๊อกๆๆ

“หลวงปู่ๆ ข้าน้อยมาหา” ก็หาได้มีเสียงดังใดๆ ตอบรับเข้ามาแต่อย่างไร ท่าน จึงเดินไปบริเวณประตู เพื่อจะเข้าสู่ข้างในศาลาวิหารธรรมให้ได้ ก็ได้ถูกพระภิกษุเจ้าหน้าที่ที่ดูแลศาลามากัน มิให้เข้าไปในศาลาแห่งนี้ ขณะนั้นท่านก็คิดว่าตัวเองมีกำลังวังชามากมายกว่าเจ้าหน้าที่นี้แน่นอน ด้านเจ้าหน้าที่ดูแลศาลาเป็นพระภิกษุร่างกายเล็ก ท่านทราบว่าพระอาจารย์บุญเดชอยากจะใช้กำลังเพื่อจะทำให้สามารถเข้าไปข้างในให้ได้จึงได้เรียนให้ทราบก่อน

“อย่ามาใช้กำลังนะ ใช้อิทธิฤทธิ์ข่มเหงกันไม่ได้นะ สถานแห่งนี้เป็นสถานที่ไม่ใช่ถิ่นของท่านนะ” พระอาจารย์บุญเดชได้เห็นรูปกายหลวงปู่จำลอง ครูบาอาจารย์ของท่านเอง ก็อยากเข้าไปพบไปสนทนาด้วย เนื่องเพราะหลวงปู่จำลองท่านได้จากมานานแล้ว พระอาจารย์บุญเดชจะเดินหาช่องทางเข้าในศาลาก็ถูกทางเจ้าหน้าที่กันไม่ยอมให้เข้าไปในศาลาวิหารธรรม ซึ่งข้างในล้วนเต็มไปด้วยพระภิกษุมากมาย แต่ละท่านล้วนมีแต่แสงรัศมีสว่างทั่วสรรพรางค์ เมื่อหมดหนทางที่จะเข้าอาณาบริเวณข้างในศาลาวิหารธรรมท่านจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานก้มกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่ข้างนอกศาลา

“หลวงปู่ครับลูกเข้าไปหาครูบาอาจารย์ไม่ได้จะขอกราบอยู่ที่นี่นะขอรับ” ท่านก้ม ตัวลงกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่นอกศาลา จิตก็เกิดความรู้สึกเย็นจิตสบายกาย กราบลงครั้งที่สอง กราบลงครั้งที่สาม ก็ได้ปรากฏว่ามีรูปกายของพระภิกษุรูปหนึ่งมาปรากฏกายต่อหน้า พระอาจารย์บุญเดชจำได้ว่า ท่านพระภิกษุรูปนั้นคือ “หลวงปู่จำลอง ปภากโร ให้รีบกลับซะอย่ามาเที่ยวนานหลาย” พลันที่หลวงปู่จำลอง ปภากโร เตือน ก็ได้มีสามเณรรูปหนึ่งมีแสงสว่างไสว เหาะลอยลงมาบอก พร้อมชี้นิ้วบอกให้ท่านทราบ

“อยู่ทางนั้นนะทางลง” ท่านจึงทอดสายตาตามมือของสามเณรที่บอกเส้นทาง ท่านก็คิดไม่ออกว่าจะลงไปได้อย่างไรเมื่อมองออกไปเห็นพื้นราบเรียบไปหมดคล้ายถูกปูด้วยพรมกำมะหยี่นุ่มๆ ท่านจึงได้เดินไปตามทิศทางเส้นทางที่สามเณรแนะนำ

จนได้พบแผ่นไม้กระดานแผ่นหนึ่งมีสายสลิงติดอยู่ สติของท่านกำกับจิตระลึกได้ถึงอานิสงส์ในครั้งสมัยอยู่ปฏิบัติจิต ณ วัดเขาสุกิมได้มีส่วนร่วมสร้างลิฟต์ล้อเลื่อนจากโบสถ์ขึ้นไปยังศาลา สมัยท่านได้ใช้แรงกาย แบกปูนเพื่อนำไปก่อสร้างศาลา วัดเขาสุกิม จึงรำพึง “อานิสงส์ที่เราขนปูนขึ้นไปสร้างลิฟต์ตอนอยู่กับครูบาอาจารย์หลวงปู่ใหญ่วัดเขาสุกิม” สามเณรย้ำ “ใช่แล้วท่านขึ้นไปนั่งบนนั้นนะ” ท่านจึงได้ขึ้นไป นั่งบนแผ่นไม้ก็ปรากฏว่าแผ่นไม้นั้นได้นำพาร่าง(กายทิพย์) พุ่งดิ่งลงมายังเบื้องล่างน้ำพามาสงจนถึงร่างกายเนื้อ เมื่อกายทิพย์ปะทะปรับเข้าสู่กายเนื้อก็ได้สติรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้า

การเที่ยวชมดินแดนดาวดึงส์ ท่านได้เปิดโลกทัศน์แห่งโลกวิญญาณ พิสูจน์หลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาได้อย่างสนิทใจ เชื่อว่าสวรรค์มีจริงมีใช่เป็นเรื่องกล่าวขานเลื่อนสอยขาดพยานยืนยัน มิใช่จะมีเพียงการกล่าวอ้างอิงตามตำรับตำราเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติจิตตภาวนาเท่านั้นจึงจะค้นพบมิติดินแดนลี้ลับดินแดนความสุข (โลกีย์) ของผู้สร้างกุศลธรรมไว้ในโลกมนุษย์และได้รับอานิสงค์ความสุข ณ ดินแดนสรวงสวรรค์แห่งนี้ได้

ในฐานะที่ท่านพุทธบริษัทมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จงกำหนดไว้เพื่อความรู้การทรงอานาปานุสสติกรรมฐานแล้วมา พุทธานุสสติกรรมฐานหรือกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ดี ถ้าเราสามารถทรงความดีนี้ไว้ได้แล้ว ต่อไปก็จงกำหนดใจคิดถึงอารมณ์ที่เราจะพึงได้ ถ้าเราทรงความดีคือ ระงับความฟุ้งช่าน ระงับความโกรธ ความพยาบาท ความรู้สึกไม่พอใจในกามารมณ์ หรือระงับความสงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ครั้งหนึ่งในชั่วขณะเดียวได้เพียงนาทีสองนาทีอารมณ์จิตฟุ้งซ่าน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปแล้วสักประเดี๋ยวหนึ่งเราก็รู้สึกตัว ดึงเข้ามาใหม่สลับกันมาสลับไปอย่างนี้ เรียกว่า “ขนิกสมาธิ”

แบบนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททรงไว้ได้ทุกๆ วัน ผลที่เราจะพึงได้ก็ คือเวลาที่ท่านตายท่านจะไม่หลงตาย เวลาที่ป่วยหนักมากๆ อารมณ์ใจมันจะข้ามารวมกัน จะทรงจิตเป็นฌานได้ มีฉะนั้นก็ทรงจิตเป็นสมาธิสูงกว่านั้นถึงขึ้นอุปจารสมาธิ เพราะคนถ้ารู้สึกตัวว่าจะตายแล้วก็รวบรวมกำลังใจกำลังกายไว้เพื่อช่วยตัวเองเสมอนี้เป็นกฎธรรมดาผลที่ได้มาจากขณิกสมาธิ ส่วนมากเขาไม่เกิดเป็นคนแล้ว เขาก็ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก ขณิกสมาธิส่งผลให้บรรดาท่านพุทธบริษัทถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo