
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระอาจารย์บุญเดช อยากทราบว่าพญานาคมีจริงหรือไม่ เป็นเรื่องกล่าวขานรำลือต่อๆ กันมา ท่านจึงอธิษฐานจิต เพื่อพิสูจน์ว่าพญานาคนี้มีจริงหรือไม่ท่านจึงได้ทำความเพียรภาวนาจนจิตลงสู่สมาธิ ท่านก็ได้นิมิตว่าตัวท่านเองนั้นได้เดินลงไปในตามทางและได้เดินไปถึงถ้าแห่งหนึ่ง มีลักษณะค่อยๆ ลาดต่ำลงไปๆ เรื่อยๆเมื่อกายทิพย์ของท่านได้เดินเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นก็ไปพบกับงูตัวหนึ่ง มีรูปร่าง ลักษณะคล้ายจงอาง แต่มีความพิเศษก็ตรงที่ว่างตัวนันมีหงอนสีแดงอยู่ข้างบนหัวงูตัว นั้นได้เป็นผู้อาสานำพาท่านไป พอเดินไปถึงช่วงหนึ่ง ก็ปรากฏว่างตัวนันได้กลายเป็นมนุษย์ผู้ชายท่านเชื่อว่าบุรุษผู้นี้เป็นพญานาค
เมื่อบุรุษผู้นั้นพาท่านเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็ได้พบสิ่งแปลกๆ ต่างๆ สิ่งของมีค่ามากมาย เช่นเพชรนิลจินดา ทองคำมากมายมหาศาลประมาณค่ามิได้ ท่านก็ได้เดินเข้าไปถึงวิหารทองคำของชาวพญานาค ภายในวิหารนั้นเต็มไปด้วยทองคำล้วนๆ เมื่อ ท่านเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็มองเห็นความสว่างมลังเมลืองเปล่งออกมาจากทองคำ ทำให้มองดูผิวพรรณของท่าน เปล่งปลั่งไปด้วย จากนั้นพญานาคก็นำพาท่านเดินต่อไป ได้พบบ่อน้ำบ่อหนึ่ง แต่พญานาคได้บอกทางจิตแก่ท่านว่าไม่ให้ดื่มน้ำในนี้ และพญานาคตนนั้นก็ได้แนะนำท่านต่อไปว่า “อาจารย์อย่าพูดนะ ถ้าอาจารย์อยากรู้อะไรให้อาจารย์คิดเอาแล้วผมจะตอบให้” แล้วท่านก็ได้เดินชมนาคพิภพต่อ
ถ้าจะพูดถึงความแตกต่างระหว่างนิมิตกับความฝันนั้นแตกต่างกันอย่างไร? ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ คือ นิมิตที่รู้เห็นนั้นมีสติกำกับรู้ตัวตลอดเวลา สติควบคุมจิตตลอดเวลา ส่วนการนอนหลับแล้วฝันนั้นจะไม่มีสติควบคุมเลย ในค่ำคืนนั้นกายทิพย์ของท่านก็ได้เข้าไปชมองค์พระเจดีย์ ที่องค์เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทานพร ประดิษฐานอยู่ทั้ง ด้าน และเมื่อได้มองเข้าไปยังพระพุทธรูปก็มองเห็นวัตถุใสๆ ประดิษฐานอยู่ในองค์พระพญานาคตนนั้นจึงได้เรียนท่านว่า “สิ่งที่อยู่ภายในนั้นเป็นพระเขี้ยวแก้ว ได้มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ช่วงที่พระอรหันต์ และพวกพราหมณ์แบ่งกัน ที่ประเทศอินเดีย ได้มาร่วม ๒๐๐๐ กว่าปีแล้ว” จากนั้นท่านได้ลองสัมผัสดที่องค์พระพุทธรูปปรากฏว่ามีความรู้สึก ว่านิ่มๆ และเมื่อได้ลองสัมผัสดูที่พระเขี้ยวแก้ว ก็ปรากฏว่ามีความนิมเช่นเดียวกัน
จากนั้นท่านได้นมัสการองค์พระพุทธรูป และกราบพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วของพระบรมศาสดา พญานาคตนนั้นก็บอกว่า “สร้างมานานแล้ว” จากนั้นท่านได้ถอนจิตออกจากสมาธิ ภาพนิมิตนั้นก็หายไป พอลืมตาขึ้นมาก็ทราบว่าเวลาในขณะนันทางโลกมนุษย์เป็นเวลา ๐๕.๐๐ น.
ในคืนถัดมาท่านก็นิมิตลงไปยังเมืองพญานาคอีก โดยนิมิตนั้นปรากฏว่าไปอยู่ตรงที่เดียวกับนิมิตของเมื่อวาน และได้เข้าไปชมเมืองพญานาคต่อจากเมื่อวันก่อนโดยพญานาคตนเดิมนำพาท่านเข้าไปเห็นศาลาหลังหนึ่ง ซึ่งชาวพญานาคเรียกว่า ศาลา วิหารธรรม เป็นศาลาที่ปฏิบัติธรรมภาวนาของเหล่าพญานาค บริเวณรอบศาลามีความสวยงามวิจิตรงดงามมาก เมื่อถึงเวลาสมควรพญานาคจึงนิมนต์ให้กลับ ท่านจึงถอนจิตออกจากสมาธิ
ปีที่ท่านนิมิตเยือนแดนพญานาคนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระอาจารย์บุญเดช คิดว่า “ถ้าหลวงตา (มหาบัว) อนุญาตให้เราสร้างศาลา เราจะสร้างแบบพิสดารที่สุดไม่ให้เหมือนใครเลย” ซึ่งท่านก็เพียงคิดเท่านั้น หลังจากนั้นอีก ๔-๕ วัน ท่านได้เข้าไปกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด พอเข้ากราบนมัสการหลวงตามหาบัว ท่านได้ไต่ถามเกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาด้านต่างๆ ท่านก็เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้พบพญานาค ผีสาง เทพเทวดา สิ่งเร้นลับต่างๆ ให้ทราบ จึงได้กราบนมัสการลาหลวงตามหาบัว เมื่อกราบลาท่านเสร็จหลวงตาจึงได้บอกให้ท่านทราบว่า “อย่าไปสร้างศาลานะ อย่าไปสร้างศาลาเด็ดขาดนะ ยังไม่ถึงเวลาให้ภาวนาไปก่อน” เมื่อได้รับฟังเช่นนั้น ท่านก็มีอาการตกใจได้แต่คิดว่า “นี่แค่คิดเฉยๆ นะ” จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระเดชพระคุณหลวงตามหาบัว ท่านก็ได้เมตตามาเยี่ยมพระอาจารย์บุญเดชถึงที่บริเวณชิงเขา ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่วัดถ้ำแสงธรรม และหลวงตามหาบัวก็ได้พำนักอยู่ที่เชิงเขาทางขึ้นวัด ในเวลาต่อมาท่านจึงได้สร้างอนุสรณ์เป็นศาลามุงจากเล็กๆ มีอิฐบล็อกปูรองตรงพื้นที่หลวงตามหาบัวนั่ง เพื่อระลึกถึงคุณของหลวงตามหาบัวที่ท่านได้เมตตามาเยี่ยมถึงที่พำนักของลูกศิษย์ แล้วเขียนป้ายติดไว้ว่า “ที่นั่งหลวงบู่ใหญ่” หลังจากนั้นท่านได้ทุ่มเทกำลังความเพียรกำลังใจในการฝึกจิตอบรม เพื่อให้ถึงธรรมทำความเพียร ทั้งกลางวันกลางคืน ตั้งสัตย์อธิษฐานจิตเดินจงกรม ภาวนาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกดิน หากพระอาทิตย์ไม่ลาลับขอบฟ้าจะไม่ยอมออกจากทางเดินจงกรมเป็นอันขาด จะหยุดเดินก็ต่อเมื่อรุ่งอรุณเพื่อเตรียมออกไปบิณฑบาต เมื่อฉันเสร็จก็จะเอาบาตรตั้งไว้ นั่งยองๆ ใช้ผ้าเช็ดบาตรให้แห้งแล้วนำบาตรไปตั้งไว้ จากนั้น จึงกลับเขาสู่ทางเดินจงกรมเดินจนตะวันลาลับขอบฟ้าอีกครั้งจึงเข้าถ้ำไปในป่าเขา
ขณะเดินทางเข้าสู่ทางจงกรมท่านจะอธิษฐาน “เทพเจ้าเหล่าเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นาค ครุฑ พระอินทร์ พระพรหมทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญพุทโธแก้ว ธัมโมแก้ว ลังโมแก้ว ขอให้ข้าพเจ้า แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งหลายที่จะเข้ามาใกล้ ไม่ว่าจะมาทางใต้น้ำ บนบก ใต้ดิน บนดินหรืออากาศใดก็ตาม
ข้าพเจ้าอธิษฐานจิตเดินจงกรมเพื่อทำสมาธิบูชาพุทโธแก้ว ธัมโมแก้ว สังโมแก้วสะสางกิเลสทั้งหลายที่อยู่ในจิตของข้าพเจ้า ที่มันปิดบังมัวในใจของข้าพเจ้า ขอให้เปิดแจ้งสู่แสงสว่าง” การทำความเพียรด้วยจริตอดอาหารติดต่อกัน นานถึง ๓๕ วัน จาก นั้นจึงฉันอีกหนึ่งถึงสองอาทิตย์แล้ว อดอาหารอีก ๓๕ วัน หมุนเวียน สลับกันไปอยู่เช่นนี้เป็นเดือนเป็นปี บางช่วงสลับกับการอดนอนนานถึง ๓ เดือน เพื่อชำระสะสาง กิเลสให้หมดไป สู้กับกิเลสถีนมิทธะ เพื่อให้รู้หน้าตากิเลสเป็นเช่นใด มุ่งสู่มรรคผล นิพพานเท่านั้น จึงจะเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้นแห่งวัฏฏทุกข์อย่างแท้จริง บางช่วงการทำความเพียรจะมีญาติโยมพากันขึ้นมาหาหน่อไม้บนภูเขา ขณะท่านเดินจงกรมอยู่ผู้ที่มาหาหน่อไม้เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ เข้ามาใกล้ท่านขณะเดินจงกรมมิได้ เพื่อ มิให้การทำความพากความเพียรขาดความต่อเนื่อง บางคนจะเข้ามาหาหน่อไม้ใกล้ๆ กับบริเวณทางเดินจงกรมก็ตกใจแตกตื่นวิ่งหนีซุลมุน เมื่อจู่ๆ ได้เห็นงูมาปรากฏต่อหน้า ญาติโยมเห็นงูก็พากันแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง บางคนนุ่งผ้าชิ่นผ้าถุงก็ถูกกิ่งไม้ใบหญ้าเกี่ยวจนผ้าถุงหลุดลุ่ยออกก็มี
พระอาจารย์บุญเดชทำความพากเพียร มุ่งมั่นที่จะชำระสะสางกิเลสให้หมดไปจากจิตมุ่งแสวงหามรรคผลนิพพานสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

