เริ่มเห็นภัยเบื่อหน่ายในกามราคะ

1

เนื่องจากหนุ่มบุญเดชเป็นคนอารมณ์ดีคุยสนุก มักจะมีเพื่อนๆ หญิงพากันมาแวะเวียนมาเยี่ยมมาหาอยู่เป็นประจำ วันละประมาณร่วม ๑๐ คน ทั้งเด็กสาวรุ่นๆเด็กเล็กเด็กน้อย ด้วยการมาฟังหนุ่มบุญเดชเล่านิทานให้ฟังด้วยความเพลิดเพลิน รื่นเริงในน้ำเสียงประกอบกับได้อรรถรสฟังแล้วไม่รู้สึกเบื่อ เป็นที่แปลกประหลาดใจของผู้คนในหมู่บ้าน เพราะคนในหมู่บ้านไม่มีใครเป็นเช่นนี้ ตกยามค่ำคืนพวกหมู่เพื่อนหญิงสาว ก็ไม่ยอมกลับบ้านของตนจึงพากันหลับนอนที่บ้านของหนุ่มบุญเดชทั้งหมด พอตกถึงเวลา ๕ ทุ่ม ก็จะพากันหลับใหลด้วยความอ่อนเพลีย ส่วนหนุ่มบุญเดชนั้นกลับไม่ยอมนอนเพราะผิดวิสัยที่จะนอนได้ จิตใจติดนิสัยจากตอนเป็นสามเณร จำต้องลุกขึ้นมาภาวนาพุทโธๆ รอบๆ กายก็มีแต่เพื่อนหญิงเต็มไปหมด ส่วนน้องสาวของหนุ่มบุญเดช มีรูปกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ นามละไม จะมานอนคั่นกลางระหว่างพี่ชายกับเพื่อนๆหญิงสาว

หนุ่มบุญเดชนั่งสมาธิตามปกตินิสัยที่เคยบำเพ็ญมา เสียงใดหรือจะเสียดแทงทรมานใจบุรุษ กลิ่นใดหรือจะสามารถมีอำนาจเหนือจิตใจชายเทียมเท่ากลิ่นนวลเนื้อของหญิงสาวแรกรุ่น ดุจภมรย่อมดอมดมแต่เกสรของพฤกษาที่หอมสะพรั่ง หนุ่มบุญเดชนั่งสมาธิ จิตก็สัมผัสไปได้กลิ่นสาวอบอวลขึ้นมาปะทะกับจมูก ชายหนุ่มกำยำมีหรือจะไม่เกิดจิดฟุ้งข่านซึ่งก่อกวนให้เกิดจิตไม่สงบ กามราคะที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจก็แสดงความกำหนัดผ่านทางร่างกาย หนุ่มบุญเดชนั่งดูอารมณ์ของตนก็ทราบ ว่ากายมีความกำหนัดเกิดขึ้น ก็ได้สติระลึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ว่า

“ดอกไม้พญามารมันเกิดขึ้นได้ทั่วทุกสารทิศของดินแดนโลกธาตุ”

ซึ่งเป็นคำสอนของ หลวงปู่จำลอง ปภากโร ได้เตือนจากสัญญาขึ้นในหัวใจหนุ่มบุญเดช

“กลิ่นหอมของผู้หญิงคือดอกไม้ของพญามารเด้อลูก ดอกไม้พญามาร คือกลิ่นหอมของผู้หญิง”

จิตรับทราบถึงกลิ่นดอกไม้ของพญามาร หนุ่มบุญเดชซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มกำยำ ความกำหนัดก็มีมากตามธรรมชาติของสังขารร่างกายและสภาวะจิตของปุถุชนช่วงนั้น ก็เกิดความกำหนัดทวีขึ้นในร่างกาย สติรู้เท่าทันกิเลสมาร “โลกหนอโลก” หนุ่มบุญเดชมีสติจึงไม่ได้คล้อยตามอารมณ์ที่แสดงออกมา

สติพิจารณาเข้าสู่ธรรม “สัตว์โลกทั้งหลายตกมาอยู่ในอำนาจของมันนี่คือกามภพ มันนี่แหละทำให้เราไปอยู่ในกามภพ มันนี่แหละนำพาให้เราเกิด แก่ เจ็บ ตาย” จิต ผุดธรรมให้ทราบ

“โอ้ นี่พระพุทธเจ้าท่านหนีออกตรัสรู้ก็เพราะเรื่องนี้” หนุ่มบุญเดช พิจารณาใคร่ครวญเรื่องกามราคะ สติควบคุมจิต ต่อมาในวันหนึ่งเด็กหญิงที่เริ่มโตเป็นสาวก็จะมีประจำเดือน ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีผ้าอนามัยใช้ซับประจำเดือน เพียงแต่นุ่งกางเกงในหรือใส่กางเกงขาสั้น มีผ้าถุง (ผ้าช่น) สวมใส่ธรรมดา พอเด็กหญิงสาวมีประจำเดือนออกมามากก็จะเปรอะเปื้อนกางเกงชั้นใน ตื่นเช้ามาหญิงสาวก็จะนำกางเกงในที่เปื้อนประจำเดือนไปยัดไว้ในซอกฝาผนังห้องส้วม จนนานวันเข้าพอดีกับ วันนั้นหนุ่มบุญเดชเกิดปวดท้องถ่ายอุจจาระ จึงไปเข้าห้องน้ำก็ได้เหลือบไปเห็นผ้ากางเกงชั้นในของผู้หญิงก็นึกแปลกใจ “เอ ผ้าอะไรหรือนี่ มายัดอยู่ในนี้หนอ? ทำไมจึง มีกลิ่นเหม็นอยู่ในนี้วะ”

หนุ่มบุญเดชเกิดความสงสัย จึงได้ใช้มือไปดึงผ้าออกมาก็ปรากฏว่าผ้ากางเกงชั้นในนั้นได้ตกลงพื้น ผ้านั้นเต็มไปด้วยหนอนตัวเล็กๆ พากันไต่ยั้วเยี้ยกำลังกินคราบประจำเดือนในกางเกงชั้นในเต็มไปหมด หนุ่มบุญเดชได้เห็นดังนั้นถึงกับตกตะลึง

“โอ้ อุ๊วะ ถ้าขนาดนี้กูเกิดมาชาตินี้ไม่อยากเอามันหรอกว่ะเมีย” จิตใจช่วงนั้นคิดได้ขึ้นมาทันที “สิ่งสกปรกโสโครกมันเป็นขนาดนี้หรือ” จิตเลยเกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดในรูปภายหญิงสาว (ลงชั่วขณะ) หนุ่มบุญเดชรำพึงกับตัวเอง “อ้าวกูขี้ออกมาเมื่อตะกี้มันก็มีแต่ของเหม็น ๆ เน่าๆ อ้าวที่เราหลงนี่เราหลงของเน่านะนี่” จิตสอนตัวเอง ปรากฏว่าในวันนั้นหนุ่มบุญเดชไม่ยอมพูดจากับใครเลย

ตกกลางคืนหมู่เพื่อนหญิงสาวก็มานอนเล่นที่บ้านหนุ่มบุญเดชเหมือนปกติ แต่หนุ่มบุญเดชไม่ยอมพูดจา กับใครเลย หมู่เพื่อนน้องๆ มาเยี่ยมที่บ้านก็เห็นผิดสังเกต “เอ วันนี้ทำไมไม่ร้องเพลงนะ” หนุ่มบุญเดชเป็นอย่างนี้อยู่ ๒ วันเต็มๆ ตกเย็นวันถัดมาหนุ่มบุญเดชก็มานั่งพิจารณา

“เอ เรานี้เลยธรรมชาติไปแล้วหรือนี่” เพื่อนๆ ที่มาหามาช่วยงานที่บ้านมีแต่เพื่อนผู้หญิงเต็มไปหมดมีแต่สาววัยรุ่น ด้วยความคิดที่ไม่อยากให้เพื่อนเป็นกังวลไปด้วยหนุ่มบุญเดชจึงได้สติคิด “ไม่ได้ เราต้องร้องเพลงให้ไพเราะที่สุด” เมื่อคิดได้ดังนั้นหนุ่มบุญเดชจึงได้ร้องเพลงให้เพื่อนๆ ฟังร้องออกมาจากใจให้มีความไพเราะที่สุดเพื่อ มิให้เพื่อนๆ สงสัยผิดสังเกตไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้หมู่เพื่อนเป็นกังวลใจในตน พอตกกลางคืนหมู่เพื่อนหญิงสาวก็ได้พากันมาเล่นมาคุยที่บ้านหนุ่มบุญเดชเช่นเคย

ค่ำคืนแห่งราตรีกาลหมุนเวียน ร่างกายก็สักแต่ว่าร่างกายแม้นอนติดอยู่กับเพื่อนหญิงสาวรุ่น แต่จิตใจในช่วงกลางคืนนี้ของหนุ่มบุญเดชกลับไม่มีความรู้สึกยินดีรักใคร่ จิตไม่เกิดความกำหนัดยินดีในหมู่สตรีเพศเหมือนเช่นวันก่อนๆ นอนก็สักแต่ว่าร่างกายนอนแต่จิตใจมีความรู้สึกว่าเป็นการนอนอยู่กับกองกระดูก จิตครั้งนี้คลายความกำหนัด ยินดีลงไปชั่วขณะ เพื่อนผู้หญิงบางคนนุ่งผ้าถุงนอนดิ้น พลิกตัวที ซ้ายที ขวาที ผ้าถุง (ผ้าชิ่น) ก็ถลกเว้าจากข้างล่างขึ้นมาอยู่บริเวณสะโพกบ้างก็เปิดพาดไปถูกเพื่อนที่นอนข้างๆ ในจิตใจหนุ่มบุญเดชเกิดความเบื่อหน่ายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมานั่งสมาธิภาวนาบำเพ็ญจิตอบรมจิตโดยสะดวกราบรื่นขึ้น ฝ่ายเพื่อนหญิงสาวก็นอนหลับใหลเต็มพื้นห้อง จิตใจหนุ่มบุญเดชมีสติรู้ตัวตลอดว่าความกำหนัดครั้งนี้ไม่มีการแสดงออกทางกาย ความกำหนัดในกามราคะไม่แสดงอาการขึ้นมา มีแต่ธรรมะสอนอบรมจิตตน “นี้ขนาดเราเห็นเพียงแค่นี้ (ความสกปรกอสุภะ) ของผู้หญิง แล้วพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพ่อ (ศาสดา) ของเราท่านจะวิเศษขนาดใด” หนุ่มบุญเดชหวนระถึงถึงหนังสือที่กล่าวถึงพุทธประวัติ ตอน ที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จออกผนวช ก่อนที่พระองค์จะทรงตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลก ท่านเกิดความเบื่อหน่าย จิตท่านจะเห็นเป็นแบบนี้ล่ะหนอ? หนุ่มบุญเดชเกิดความสงสัยใคร่อยากรู้หนุ่มบุญเดชระลึกรู้ตน “เราเองตัวขนาดนี้ก็มิใช่จะไปเปรียบเทียบกับท่าน ความรู้ความเข้าใจนี้มันช่างละเอียดลึกซึ้งยากจะอธิบายจริงๆ เบื่อหน่ายในเรื่องนี้ จิตเราทำไมมันสามารถพลิกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้หนอ?”

พอพิจารณาจิตของตน พอทราบดังนี้จิตก็พิจารณาของมันอัตโนมัติ

“โอโฮ้ตอนนั้นทำไมเป็นอย่างนั้น (กามราคะแสดงตัวรุนแรง) แต่ตอนนี้มันทำไมเป็นอย่างนี้แต่ตอนนี้มันทำไมเป็นอย่างนี้ (จิตคลายความกำหนัดในกามราคะ) จิตจึงค่อยๆ รวม วูบลงสู่ใจมาสู่การพิจารณาดูกาย ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านนั้นก็แปลกใจในตัวหนุ่มบุญเดชเป็นอันมาก จึงมักจะมาถามพวกเพื่อนหญิงสาวของหนุ่มบุญเดชอยู่เสมอๆ “มึงไปแต่บ้านมัน มึงเป็นผู้หญิงระวังพวกสูจะท้องไม่มีพ่อนะ” แต่กลับปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดศีลผิดธรรมเกิดขึ้นระหว่างเพื่อนหญิงกับหนุ่มบุญเดชแม้แต่น้อย ผู้เฒ่าผู้แก่แปลกใจในทำนองนี้ เป็นไปได้อย่างไรหนอ? ที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครประพฤติผิดศีลธรรมต่อกัน

ครั้นหนุ่มบุญเดชมีอายุครบเกณฑ์ทหาร ก็ได้ทำหน้าที่สมชายชาติไทยด้วยการไปทำการตรวจคัดเลือกทหารเกณฑ์ตามที่ทางราชการกำหนด ผลปรากฏว่าหนุ่ม บุญเดชจับได้ใบแดงติดเป็นทหารเกณฑ์ ณ ค่ายสุรนารี จ. นครราชสีมา ช่วงนั้นประมาณปีพ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เกิดภาวะสงครามศึกนาฉลวยระหว่างประเทศไทยกับประเทศเขมรบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี พลทหารบุญเดช ภาโนมัยได้นั่งรถบรรทุกระเบิดอยู่คันที่ ๑ พอรถขับผ่านสะพานซึ่งมีฝ่ายตรงข้ามได้วางกับระเบิดไว้ รถบรรทุกระเบิดคันที่ ๑ ก็ขับผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งรถบรรทุกคันที่ ๑๐ ซึ่งเป็นคันสุดท้ายของขบวนได้ขับ ผ่านพันสะพานไปได้ด้วยดี เดชะบุญเมื่อปรากฏว่ากับดักระเบิดซึ่งถูกศัตรูฝังไว้ได้ระเบิดตูม ดังสนั่นหวั่นไหว โชคดีที่ทหารไทยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ชีวิตความเป็นชายชาติทหารต้องมีจิตใจอดทนเข้มแข็ง อดทนต่อสู้กับการถูก ฝึกฝนที่หนักหน่วง ขณะออกวิ่งฝึกภาคสนามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุ แต่ทว่าด้าน จิตใจของพลทหารบุญเดช ภาโนมัย กับปีติเบิกบานอยู่กับองค์บริกรรมพุทโธอยู่ตลอดเวลาเนื่องเพราะจากการมีพื้นฐานด้านการภาวนาในสมัยเป็นสามเณรน้อยอยู่กับหลวงปู่จำลอง ปภากโร ถึงแม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับได้รับความสุขอิ่มเอิบ ครั้นฝึกอบรมตามกำหนดเวลา ทางครูฝึกทหารก็ได้อนุญาตให้เหล่าพลทหารเกณฑ์กลับไปเยี่ยมบ้าน พลทหารบุญเดชก็ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ก็พร้อมพรั่งไปด้วยหมู่เพื่อนทหารด้วยกันร่วม สิบกว่าคนได้พบปะพูดคุยได้ถามสารทุกข์สุกดิบต่อกัน

พอดีในช่วงนั้นได้มีการแสดงมหรสพในหมู่บ้านถึง ๗ วัน ๗ คืน ก่อนจะพากันไปดูมหรสพ อาทิ ภาพยนตร์ หมอลำเพลิน ฝ่ายหนุ่มพลทหารก็จะมาชักชวนกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ร่วมสิบกว่าคน พอตกเย็นก็พากันออกไปชมมหรสพ ฝ่ายหนุ่มทหารเกณฑ์และเพื่อนตำรวจได้พากันเดินตามเกี้ยวพาราสีกลุ่มหญิงซึ่งมีอยู่เพียง ๓ คน จะพูดจะจีบกระเช้าเข้าแหย่หญิงสาวตามรูปแบบของหนุ่มบ้านนอกซึ่งจะใช้วิธีเซ่นนี้จีบหญิงสาว พอไปถึงโรงภาพยนตร์อยู่ข้างหน้ากลุ่มเพื่อนๆ ของพลทหารก็เกิดความพึงพอใจในตัวหญิงสาวคนเดียวกัน เพื่อนคนหนึ่งปูเสื่อให้หญิงสาวนั่งก็จะบอกเพื่อนๆ ด้วยกัน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ “สาด (เสื่อ) กูน่ะ” เพื่อบอกให้ผู้ที่นั่งบนเสื่อลุกออกไป ฝ่ายเพื่อนอีกกลุ่มก็เกิดความไม่พอใจ ขณะนั้นเพื่อนทั้งสองกลุ่มที่ดื่มสุราจนได้ที่ก็เริ่มเขม่นจ้องกัน

วันนั้นพลทหารบุญเดชได้พกอาวุธปืนติดตัวไปถึง ๒ กระบอก เพื่อนกลุ่มนั้น นั่งไปไม่นานก็มีเพื่อนอีกกลุ่มเดินมาบอก “เฮ้ยๆ ลุก ผู้หญิง แฟนกูนะเนี่ย” เพื่อนกลุ่มที่นั่งอยู่ก่อนเคียงข้างหญิงสาวแย้ง “อ้าว มึงทำไมไม่เขียนป้ายบอกไว้ มึงเขียน ป้ายบอกไว้ชิ” เพื่อนคนนั้นผละเดินออกไปบอกกับเพื่อนอีกกลุ่มซึ่งกำลังตั้งวงดวดสุรากำลังได้ที่ด้วยความมืนเมา ปุ๊บปั๊บเพื่อนกลุ่มนั้นจึงพากันลุกเคลื่อนที่พากันมายังอีกกลุ่มซึ่งนั่งอยู่อีกด้านด้วยใจเขม่นไม่กินเส้นกัน จึงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง กลุ่มหนุ่มฉกรรจ์ทั้งสองกลุ่มซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาเต็มกำลังจึงได้เกิดทะเลาะแล้วชกต่อยกันตุ๊บตั้บๆ ซุลมุนวุ่นวาย ผู้คนรอบข้างก็พากันตกใจแตกตื่นไปคนละทิศคนละทาง

ฝ่ายพลทหารบุญเดชก็เฝ้ายืนดูเหตุการณ์ ฉุกคิดในใจ “มึง อย่ามาตีกูนะ ใครตีกู กูซักปืนออกมา ยิงจริงๆ หากใครมาตีกู” ฝ่ายกลุ่มหญิงสาวเห็นเหตุการณ์เช่นนี้พากันวิ่งมาหาพลทหารบุญเดช

ฝ่ายทหารกลุ่มเพื่อนหญิงสาวนั้นรู้ดีแก่ใจว่าพลทหารบุญเดชนั้นเป็นอย่างไร?

ถ้าหากได้ล้วงปืนออกมาจากเอวแล้วนี่ เป็นอันต้องได้ยิงกันสนั่นเลือดอาบกายเป็นแน่แท้แต่ก็เป็นด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เพื่อนๆ กลุ่มที่ทะเลาะชกต่อยกัน ไม่มีใครมาชกต่อย ตีพลทหารบุญเดช ฝ่ายน้องสาวพลทหารบุญเดชซึ่งได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงไปดึงแขนพี่ชายเดินหนีออกจากกลุ่มที่ชกต่อยดีกันซุลมุนวุ่นวายตึงดังๆ พลักๆ ปี๊วะผลสุดท้ายแห่งการทะเลาะวิวาท มีเพื่อนคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บศีรษะถูกฟันด้วยขวาน ที่กลางศีรษะจนมองเห็นสมองไหลมีโลหิตอาบกาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสสากรรจ์ จึงน้ำตัวไปเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาระงับเหตุ

ฝ่ายพลทหารบุญเดชจึงได้ซักชวนหมู่เพื่อนๆ หลานๆ กลับบ้านเพื่อไปหลับนอนพักผ่อน วันนี้นับเป็นวันที่แปลกมากสำหรับหนุ่มบ้านนอกชายชาตินักรบเช่นพลทหารบุญเดช โดยปกติเหตุการณ์เรื่องราวเช่นนี้พลทหารจะต้องเข้าร่วมซุลมุนแลกหมัดแลกแข้งแลกเข่าเป็นแน่แท้ จะรู้สึกคันมือค้นเท้าอยู่นิ่งไม่ได้ แต่วันนี้จิตใจของพลทหารหนุ่มหาได้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ไม่ ค่ำคืนนี้พลทหารกลับไม่ยอมหลับยอมนอนกลับเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดขาวออกมาเดินอยู่กลางทุ่งอธิษฐานถือศีล แล้วก็ตั้งจิตเดินจงกรมภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ จิตใจที่ปั่นป่วนวุ่นวายเดินจงกรมไปสักพัก จิตก็เริ่มสงบเย็นลง ฝ่ายพวกเพื่อนหญิงน้องสาวเห็นภาพหนุ่มพลทหารบุญเดชก็นึกแปลกใจ

“โอ้ พี่เรานี่ท่าทางจะเป็นหนักซะแล้ว” พลทหารหนุ่มบุญเดชเดินจงกรมจนจิตเยือกเย็นลงจึงกลับไปนั่งสมาธิ กลางมุ้งอยู่บนแคร่ปลายนา ฝ่ายเพื่อนหญิงและน้องสาวไม่เคยเห็นพลทหารหนุ่มบุญเดชเดินจงกรมนั่งสมาธิ พวกเพื่อนๆ ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเรือนนอนคุยกัน “อ้าว ใช่พี่เขาเป็นคนดีหรือว่าเป็นบ้าหนอ ? ทำไม่จึงเดินกลับไปกลับมา (เดินจงกรมภาวนาพุทโธ)” คืนนั้นอากาศเย็นสบายนั่งสมาธิภาวนาไปจวนแจ้งสว่าง ฝึก จิตอบรมจิตให้สงบเยือกเย็น เนื่องจากเคยมีพื้นฐานมาจากครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนตั้งแต่สมัยบรรพชาเป็นสามเณร

วันต่อมามหกรรมมหรสพก็ยังคงมีการแสดงต่อเนื่องในภาคกลางวัน เหตุการณ์วันนี้อันจะเป็นเหตุที่ทำให้พลทหารหนุ่มบุญเดชสะเทือนในหัวใจ เนื่องจากภายหลังที่ทานข้าวเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วฝ่ายพวกเพื่อนๆ หญิงสาวก็ได้พากันชักชวนเตรียมตัวพากันจะออกไปชมดนตรีลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง ห้วงเวลานั้นตรงกับเดือน ส ซึ่งเป็นช่วงฤดูที่สุนัขเริ่มเป็นสัด พลทหารหนุ่มบุญเดชและกลุ่มเพื่อนหญิงสาวขณะกำลังเดินทางไปชมวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำก็ได้เห็นสุนัขเพศเมีย ๒ ตัว และมีสุนัขตัวผู้อีกนับ ๑๐ ตัว พา กันวิ่งตามสุนัขเพศเมียเป็นฝูง พลทหารบุญเดชเห็นภาพสุนัขก็อดคิดไม่ได้ในเหตุการณ์เมื่อคืนนี้อะไรมันช่างจะคล้ายคลึงกันจริงหนอ

ครั้นพอฝูงสุนัขเดินผ่านมาถึงหน้าพลทหารบุญเดช พวกมันจึงได้แสดงอำนาจเพื่อให้ตนยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น สุนัขเพศผู้ได้จดจ้องหน้ายิงเขี้ยวแง่งๆ ใส่กัน จากนั้นจึงเกิดการตะลุมบอนกัดกันอยู่ตรงหน้า พลทหารบุญเดชก็ยืนดูฝูงสุนัขกัดกัน เมื่อพลทหารบุญเดชเห็นภาพสุนัขกัดกัน พลทหารก็เกิดสลดสังเวชใจน้ำตาไหลออกมาจากเบ้าตาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่จิตทราบเหมือนมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาทิมแทงลงในหัวใจฉีกๆ จิตคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน “โอ๋ เราก็เกือบชั่วเท่าหมานะ เมื่อคืนนี้” พลทหารหนุ่ม บุญเดชได้มองเห็นสุนัขตัวหนึ่งถูกกัด บริเวณหัวกะโหลกผิวหนังฉีกขาดเหวอะหวะ เลือดไหลหยดจากคอติงๆ ลงสู่พื้น ฝ่ายสุนัขเพศเมี่ยต่างพากันวิงหนี ส่วนกลุ่มเพื่อนหญิงของพลทหารบุญเดชเห็นสุนัขกัดกันก็เกิดความรำคาญจึงได้หาท่อนไม้ฟิวขว้างไล่ผู่ง สุนัขให้พาหนี่กันไป ฝ่ายสุนัขตัวที่ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลเหวอะหวะ ก็วิงกระเซาะๆ จ๊อกๆตามไปหาสุนัขเพศเมียโดยลืมความบาดเจ็บบนร่างกายด้วยพิษอำนาจแห่งกามราคะ อันรุนแรง ในดวงจิตพลทหารหนุ่มบุญเดชได้ยืนคิดพิจารณา “เหตุการณ์มันทำไม ช่างเหมือนเพื่อนเราเมื่อคืนนี้จริงหนอ?” สุนัขตัวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดมันถูกเขา กัดฟัดจนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ มันก็ยังมิวายพากายวิ่งตามสุนัขเพศเมีย “นี่แหละหนอความหลงของสัตว์โลก ปั๊ดโธ่ กูกับหมาเท่ากันกูหลงเท่ากับหมา กูนี่ชั่วเท่าหมานะแต่ดีนะเมื่อคืนเราไม่ได้ตีกันกับเขา ถ้าตีกันนี่มันชั่วมาก” จิตพลทหารบุญเดชคิด พิจารณาสอนตน “กูทำไมชั่วเท่าหมาหนอ กูทำไมมาหลงมากแท้ กูทำไมไม่อายครูบาอาจารย์เทพเทวดาฟ้าดินบ้างเลยหนอ” ฝ่ายเพื่อนหญิงสาว ๒-๓ คน เดินนำหน้า เพื่อนๆ พลทหารบุญเดชก็พากันเดินตามกันไป เพื่อจะไปชมวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำพลทหารหนุ่มผู้ปลงในธรรมจึงบอกเพื่อนๆ หญิง “พวกเธอไปก่อนเถอะ ไปก่อนเราเลยเราจะไปคนเดียว เดี๋ยวเราจะตามไปนะ”

พลทหารบุญเดชคิดไม่อยากจะไปชมวงดนตรี แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หากจะไม่ไปก็เป็นกังวลในหมู่เพื่อนหญิง จึงได้ส่งเงินให้เพื่อนๆหญิงสาวออกเดินล่วงหน้าไปก่อน ส่วนพลทหารหนุ่มจะตามไปภายหลัง น้องสาวทราบเหตุการณ์ “เป็นหนัก แล้วเริ่มเป็นบ้าแล้วพี่เรา” เพื่อนหญิงคนหนึ่งจึงพูดบอก “บอกพี่เขาไปบวชซะเถอะ บวชแล้วก็ไม่ต้องให้พี่เขาสึกหรอกน่ะ คนอย่างนี้” เพื่อนๆ หญิงสาวต่างพากันแปลกใจ เพื่อนหญิงสาวนั้นก็ล้วนแต่มีแต่หน้าตาดีๆ แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจที่พลทหารบุญเดชหาได้มีจิตใจยินดีในทางชู้สาวไม่ จากนั้นจึงค่อยเดินตามกลุ่มเพื่อนหญิงไป ก็ไปเจอกลุ่มคนชกต่อยกันอีกในเวลากลางวันแสกๆ พลทหารบุญเดชจึงได้มาพิจารณาถึงตนเองขณะที่ไปยืนอยู่บนหลังคารถ คิดระลึกพิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมาภาพของกลุ่มคนชกต่อยกันทำร้ายร่างกายกัน ภาพสุนัขกัดฟัดกันชุลมุน วุ่นวาย ก็ทราบชัดเจนในห้วงความคิด ภาพเหตุการณ์กลุ่มคนชกต่อยกันก็เห็นชัดเจนขึ้นในจิตใจ ภาพที่ผู้คนกำลังจีบสาวแย่งความเป็นเจ้าของแล้วเกิดชกกันจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนตำรวจต้องมาระงับเหตุการณ์ และนำผู้บาดเจ็บไปส่งรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาล แจ่มแจ้ง ชัดในความคิด พลทหารบุญเดชจึงได้มาพิจารณาระลึกถึงคำอบรมสอนสั่งของครูบาอาจารย์ที่ย้ำเตือน “ลูกเอยถ้าเจ้าไม่ผิดศีลข้อที่ ๓ เจ้าจะได้กลับมาบวชอีกตลอดชีวิตอยู่นะเจ้าจะได้ตายคาผ้าเหลืองอยู่นะ” คำเตือนยังดังก้องอยู่ในห้วงจิตใจของพลทหารบุญเดช จึงได้คอยระมัดระวังตนมิให้ล่วงละเมิดในศีลข้อที่ ๓ เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากได้ภรรยาต้องมีบุตร โอกาสที่จะได้ออกบวชอีกครั้งดังใจปรารถนาก็ย่อมเป็นไปได้ยากหนทางในเพศสมณะย่อมไม่ราบรื่นดังใจหมาย

พลทหารบุญเดชจึงได้ตั้งจิตตั้งใจ “วันใดเราออกจากการเป็นพลทหาร เราจะขอกลับเข้ามาบวชอีกครั้งให้ได้” ครั้นยามนอนหลับฝันไป พลทหารบุญเดชมักจะฝันเห็นภาพตนเองเป็นสามเณรอยู่ตลอดเวลา ภายหลังจากการได้รับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารครบวาระ หนุ่มบุญเดชก็ได้ออกมาช่วยเหลืองานครอบครัวระยะหนึ่ง ในระหว่าง นั้นก็ได้มีการคบหากับเพื่อนหญิงสาวนางหนึ่งจนถึงขนาดได้มีการพูดจาตกลงกัน สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะแต่งงานกันภายหลังจากที่หนุ่มบุญเดชบวชเป็นพระภิกษุและลาสิกขาจากการเป็นพระภิกษุ คบหาสมาคมดูใจซึ่งกันและกัน วาดฝันโครงการ ชีวิตในอนาคตอย่างสวยหรู หนุ่มบุญเดชตั้งใจจะบวชเพียงสามเดือนก็จะลาสิกขาออกมาแต่งงานกับหญิงสาวคนรัก โดยลืมนึกถึงคำขอร้องของยายกองที่อยากให้หลานชายบวชเป็นภิกษุสงฆ์นานๆ

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo