ขันธปริตร

ขันธปริตร หรือ ขันธะปะริตตะคาถา เป็นพระปริตรที่กล่าวถึงการเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะ พญางู 4 ตระกูล ได้แก่ วิรูปักข์ เอราปถะ ฉัพยาปุตตะ และกัณหาโคตมกะ

เนื้อหาของขันธปริตรไม่ได้เป็นการสาปหรือขับไล่งู แต่มีหลักสำคัญคือ การแผ่เมตตาและไม่เป็นศัตรูกับสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับระลึกถึงคุณอันไม่มีประมาณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ในประเพณีการสวดพระปริตรของไทย ขันธปริตรเป็นหนึ่งในบทพระปริตรที่ใช้สำหรับคุ้มครองจากภัยของสัตว์มีพิษและสัตว์ร้าย โดยเฉพาะอสรพิษ


บทขันธปริตร — คำอ่านภาษาไทย

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง
เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง
เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ

อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม

มา มัง อะปาทะโก หิงสิ
มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก
มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ
มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

อัปปะมาโณ พุทโธ
อัปปะมาโณ ธัมโม
อัปปะมาโณ สังโฆ

ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ
อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที
อุณณานาภี สะระพู มูสิกา

กะตา เม รักขา
กะตา เม ปะริตตา
ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ

โสหัง นะโม ภะคะวะโต
นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง ฯ

ตัวบทคำอ่านข้างต้นสอดคล้องกับฉบับบทสวดของ 84000.org และเอกสาร “พระปริตรธรรม” ที่จัดพิมพ์โดยองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์และองค์กรพุทธศาสนาที่ร่วมจัดพิมพ์


คำแปลขันธปริตร แบบบรรทัดต่อบรรทัด

1. แผ่เมตตาแก่พญางูทั้ง 4 ตระกูล

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่พญางูตระกูลวิรูปักขะ

เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่พญางูตระกูลเอราปถะ

ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่พญางูตระกูลฉัพยาปุตตะ

เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่พญางูตระกูลกัณหาโคตมกะด้วย

ความหมายส่วนนี้ตรงกับคำแปลในเอกสารพระปริตรที่อธิบายว่าเป็นการแผ่เมตตาจิตไปยังพญางูทั้ง 4 ตระกูล


2. แผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกประเภท

อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้า

เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีสองเท้า

จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีสี่เท้า

เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีเท้ามาก

เนื้อหาส่วนนี้ขยายจากพญางูทั้ง 4 ตระกูลไปสู่สัตว์ทั้งหลายโดยไม่แบ่งแยก


3. ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

มา มัง อะปาทะโก หิงสิ
สัตว์ที่ไม่มีเท้าอย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้า

มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก
สัตว์ที่มีสองเท้าอย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้า

มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ
สัตว์ที่มีสี่เท้าอย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้า

มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท
สัตว์ที่มีเท้ามากอย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้า

ใจความสำคัญคือ เมตตาและการไม่เบียดเบียน ไม่ใช่การมุ่งร้ายต่อสัตว์ที่อาจเป็นอันตราย


4. ขอให้สรรพสัตว์พบแต่สิ่งที่ดี

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอสรรพชีวิตทั้งหลาย

สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
ขอสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วทั้งปวงโดยสิ้นเชิง

สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
จงประสบแต่สิ่งที่เป็นมงคลและความเจริญ

มา กิญจิ ปาปะมาคะมา
อย่าได้ประสบสิ่งชั่วร้ายใด ๆ เลย


5. ระลึกถึงคุณอันไม่มีประมาณของพระรัตนตรัย

อัปปะมาโณ พุทโธ
พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณหาประมาณมิได้

อัปปะมาโณ ธัมโม
พระธรรมทรงมีคุณหาประมาณมิได้

อัปปะมาโณ สังโฆ
พระสงฆ์ทรงมีคุณหาประมาณมิได้

จากนั้นพระปริตรเปรียบเทียบกับสัตว์เลื้อยคลานต่าง ๆ ที่มีจำนวนหรือขอบเขตที่สามารถประมาณได้

ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ
ส่วนสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเป็นสิ่งที่มีประมาณ

อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที
คืองู แมงป่อง และตะขาบ

อุณณานาภี สะระพู มูสิกา
แมงมุม ตุ๊กแก และหนู

คำแปลในเอกสารพระปริตรอธิบายว่า สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่สามารถกำหนดประมาณได้ ต่างจากพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ซึ่งมีคุณหาประมาณมิได้


6. การคุ้มครองและการนอบน้อม

กะตา เม รักขา
ข้าพเจ้าได้ทำการคุ้มครองตนแล้ว

กะตา เม ปะริตตา
ข้าพเจ้าได้ทำพระปริตรไว้แล้ว

ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ
เหล่าภูตสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไป

โสหัง นะโม ภะคะวะโต
ข้าพเจ้านั้นขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง
ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์

พระปริตรจึงจบลงด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้าและคุณแห่งพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงความนอบน้อมและตั้งจิตอยู่กับพระรัตนตรัย


ขันธปริตรมีที่มาอย่างไร?

ที่มาของขันธปริตรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ พระภิกษุถูกงูกัดจนถึงแก่มรณภาพ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี

มีพระภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด และถึงแก่มรณภาพ

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเรื่อง จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ภิกษุรูปนั้นน่าจะไม่ได้เจริญเมตตาจิตไปยัง สกุลพญางูทั้ง 4

ได้แก่

  1. วิรูปักขะ
  2. เอราปถะ
  3. ฉัพยาปุตตะ
  4. กัณหาโคตมกะ

พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายเจริญเมตตาจิตไปยังพญางูทั้ง 4 ตระกูล เพื่อ คุ้มครองตน รักษาตน และป้องกันตน


ทำไมการแผ่เมตตาจึงเกี่ยวข้องกับการป้องกันงู?

จุดสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่การใช้มนต์เพื่อบังคับหรือทำร้ายงู

แต่เป็นการ เปลี่ยนความสัมพันธ์จากความเป็นศัตรูให้เป็นความเป็นมิตร

ในขันธปริตรจึงเริ่มด้วยการกล่าวว่า

ความเป็นมิตรของข้าพเจ้าจงมีแก่พญางูทั้งหลาย

แล้วจึงขยายเมตตาออกไปยังสัตว์ไม่มีเท้า สองเท้า สี่เท้า และสัตว์ที่มีเท้ามาก

จากนั้นจึงกล่าวว่า

อย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้า

นี่จึงเป็นหลักสำคัญของขันธปริตร คือ เมตตาเป็นพื้นฐานของการคุ้มครอง


ขันธปริตรกับอหิราชสูตร

ขันธปริตรมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ อหิราชสูตร หรือพระสูตรว่าด้วยพญางู

ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาไปยังสกุลพญางูทั้ง 4 เพื่อคุ้มครองและรักษาตน

เอกสารพระปริตรระบุแหล่งที่มาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
  • พระวินัยปิฎก จูฬวรรค
  • ขุททกนิกาย ชาดก

โดยในชาดกมีเรื่องราวเกี่ยวกับการที่พระโพธิสัตว์ในอดีตชาติทรงสอนฤๅษีให้เจริญเมตตาแก่พญางูและสัตว์ทั้งหลาย


ขันธปริตตชาดก — เรื่องราวในอดีตกาล

เรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้ามีรายละเอียดเพิ่มเติม

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์แห่งแคว้นกาสิ ต่อมาได้ออกบวชเป็นฤๅษี และไปสร้างอาศรมอยู่บริเวณแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์

พระโพธิสัตว์มีฤๅษีจำนวนมากเป็นศิษย์

บริเวณนั้นมีงูอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และงูได้กัดฤๅษีจนถึงแก่ความตายหลายราย

เหล่าฤๅษีจึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นอาจารย์

พระโพธิสัตว์จึงประชุมเหล่าฤๅษี และสอนให้พวกเขา เจริญเมตตาจิตแก่พญางูทั้ง 4 ตระกูลเป็นเบื้องต้น

จากนั้นจึงขยายเมตตาไปยังสัตว์ประเภทต่าง ๆ ทั้งสัตว์ไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า และสัตว์ที่มีเท้ามาก

พร้อมทั้งให้ตั้งจิตว่า

อย่ามีเวร อย่ามีพยาบาท และจงถึงความสุขปราศจากทุกข์

เรื่องนี้เป็นที่มาที่สำคัญของแนวคิดการใช้เมตตาเป็นเครื่องป้องกันภัยจากอสรพิษ


เมื่อฤๅษีเจริญเมตตาแล้วเกิดอะไรขึ้น?

หลังจากพระโพธิสัตว์สอนพระปริตรแก่เหล่าฤๅษีแล้ว

ฤๅษีเหล่านั้นได้เจริญเมตตาและระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์

ผลคือ งูทั้งหลายหลีกหนีไปและไม่เข้ามาเบียดเบียนเหล่าฤๅษีอีก

เรื่องนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของพระปริตรว่า การป้องกันภัยไม่ได้ตั้งอยู่บนความเกลียดหรือความพยาบาท แต่ตั้งอยู่บน เมตตา สติ และการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย


พญางู 4 ตระกูลในขันธปริตร

ขันธปริตรกล่าวถึงพญางู 4 ตระกูลโดยเฉพาะ ได้แก่

1. วิรูปักขะ

เป็นหนึ่งในตระกูลพญางูที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงในอหิราชสูตร และเป็นตระกูลแรกที่ปรากฏในขันธปริตร

2. เอราปถะ

เป็นตระกูลพญางูอีกตระกูลหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงแผ่เมตตาไปถึง

3. ฉัพยาปุตตะ

เป็นพญางูตระกูลที่สามในบทขันธปริตร

4. กัณหาโคตมกะ

เป็นพญางูตระกูลที่สี่

ทั้ง 4 ตระกูลนี้ถูกกล่าวถึงโดยตรงในพระสูตรที่เป็นที่มาของขันธปริตร


ขันธปริตรไม่ได้แผ่เมตตาเฉพาะงู

แม้เรื่องราวที่มาจะเริ่มต้นจาก งูกัดพระภิกษุ แต่เนื้อหาของขันธปริตรไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงู

หลังจากกล่าวถึงพญางูทั้ง 4 ตระกูลแล้ว บทสวดขยายเมตตาไปยัง

สัตว์ไม่มีเท้า → สัตว์สองเท้า → สัตว์สี่เท้า → สัตว์หลายเท้า

จากนั้นกล่าวถึง

สรรพสัตว์ → สรรพชีวิต → ภูตทั้งปวง

จึงเห็นได้ว่าหัวใจของขันธปริตรคือ เมตตาต่อสรรพสัตว์ ไม่ใช่เพียงการป้องกันตัวจากงูเท่านั้น


ความหมายของ “อัปปะมาโณ พุทโธ”

ช่วงหนึ่งที่สำคัญของขันธปริตรคือ

อัปปะมาโณ พุทโธ
อัปปะมาโณ ธัมโม
อัปปะมาโณ สังโฆ

หมายถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มีคุณหาประมาณมิได้

ตรงข้ามกับสัตว์เลื้อยคลานที่กล่าวต่อมา ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถประมาณได้

จึงเป็นช่วงของบทสวดที่เปลี่ยนจากการแผ่เมตตาไปสู่ การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย


ขันธปริตรใช้สวดเพื่ออะไร?

ตามธรรมเนียมพระปริตรของไทย ขันธปริตรถือเป็นบทที่เกี่ยวข้องกับ การป้องกันภัยจากอสรพิษและสัตว์ร้าย

เอกสาร “พระปริตรธรรม” ระบุอานิสงส์ตามคติของโบราณาจารย์ว่า ขันธปริตรป้องกันภัยจากอสรพิษและสัตว์ร้ายอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเนื้อหาของพระปริตรโดยตรง จะเห็นว่าหัวใจไม่ได้อยู่ที่การอ้อนวอนให้เกิดปาฏิหาริย์ แต่ประกอบด้วย

เมตตา → ไม่เบียดเบียน → ระลึกถึงพระรัตนตรัย → ตั้งจิตให้มั่นคง

ดังนั้น การสวดขันธปริตรจึงสามารถมองได้ทั้งในฐานะ บทพระปริตร และเป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อสัตว์ที่เราอาจหวาดกลัวหรือมองว่าเป็นภัย


ขันธปริตรกับการเจริญเมตตา

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในขันธปริตรคือ แม้ผู้สวดจะกำลังกล่าวถึงสัตว์ที่อาจเป็นอันตราย แต่จิตไม่ได้ถูกนำไปสู่ความเกลียดชัง

กลับเริ่มต้นด้วยคำว่า

“เมตตัง” — ความเป็นมิตร

กล่าวคือ

ขอให้เราเป็นมิตรกับเขา
และขอให้เขาไม่เบียดเบียนเรา

นี่เป็นหลักที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

เมื่อเราพบสิ่งที่กลัว สิ่งที่ไม่ชอบ หรือสิ่งที่มองว่าเป็นภัย การตอบสนองด้วยความโกรธและความเกลียดอาจทำให้จิตของเราเองเกิดความทุกข์

การเจริญเมตตาไม่ได้หมายความว่าเราต้องเข้าไปใกล้สิ่งที่เป็นอันตราย แต่หมายถึง ไม่สร้างความพยาบาทขึ้นในใจ

เมตตาและความระมัดระวังจึงสามารถอยู่ร่วมกันได้


สรุปขันธปริตร

ขันธปริตร เป็นพระปริตรที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเจริญเมตตาแก่พญางู 4 ตระกูล และขยายเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ที่มาของเรื่องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ พระภิกษุถูกงูกัดจนถึงแก่มรณภาพ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ภิกษุเจริญเมตตาแก่พญางูทั้ง 4 ตระกูล เพื่อคุ้มครองและรักษาตน

นอกจากนี้ ในเรื่องราวอดีตชาติ พระโพธิสัตว์ในคราวเสวยพระชาติเป็นฤๅษี ก็เคยสอนเหล่าฤๅษีให้เจริญเมตตาแก่พญางูและสัตว์ทั้งหลาย หลังจากมีฤๅษีถูกงูกัดจนเสียชีวิต

หัวใจของขันธปริตรจึงไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อสัตว์ร้าย แต่คือ

“เมตตาโดยไม่เป็นศัตรู ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และไม่เบียดเบียนกัน”

นี่คือเหตุผลที่ขันธปริตรยังคงเป็นหนึ่งในบทพระปริตรที่ได้รับการสวดสาธยายสืบต่อกันมาในพระพุทธศาสนาไทย

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo