
การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ใดนั้น กับการได้รู้จัก กับบุคคลต่างๆ นั้นก็ต้องเป็นด้วยบุพกรรมเก่าที่เคยสะสมอบรมร่วมกันมา ถ้าไม่มีวาสนาบุพกรรมร่วมกันมาในปางก่อนนั้น ก็ยากที่จะมีโอกาสได้รู้จักพึ่งพิงอาศัยกัน อย่างการไปเยือนนาคพิภพด้วยกายเนื้อของพระอาจารย์บุญเดชนั้นก็เช่นกัน หากท่านไม่มีวาสนาบุพกรรมต่อพวกพญานาดแล้วก็ไม่สามารถลงไปยังดินแดนเขตเวียงวังของพวกพญานาคได้ เหตุที่ท่านลงไปยังเมืองพญานาคด้วยกายเนื้อจริงๆ ได้นั้น เพราะในอดีตชาติหนึ่งของท่านเคยเกิดเป็นลูกพญานาคมาก่อน ถ้าไม่มีวาสนาเกี่ยวข้องกับพวกพญานาคแล้วพวกพญานาคจะไม่อนุญาตให้ใครลงไปยังดินแดนของเขาได้ง่ายๆพระอาจารย์บุญเดชกล่าวว่า
“คนที่จะลงไปเยี่ยมยามถามข่าวเขาก็เหมือนเรามาเยี่ยมเยือนกันเช่นนี้ ต้องมีความผูกพันจึงจะไปได้ในเมืองพญานาค เขาไม่ใช่สัตว์ เป็นกึ่งเทพกึ่งสัตว์เดรัจฉานแต่ในเมืองของพวกพญานาคจริงๆ (เมืองชั้นใน) นี่เข้าไปไม่ได้ ถ้าเข้าไปแล้วเขา (พญานาค)บอกว่าท่านจะออกมาไม่ได้ เขาให้ไปถึงแค่บริเวณที่พวกเขาไหว้พระสวดมนต์เท่านั้น” ก่อนที่พระอาจารย์บุญเดชจะได้ไปเยือนดินแดนพญานาคนั้น ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้าบริเวณที่ได้นิมิตไปนี่มีจริงๆ ข้าพเจ้ามีบุญบารมีขอให้ได้เห็น ข้าพเจ้าไม่ได้อยากได้อะไร ไม่ได้อยากได้สิ่งของอะไร เราไม่อยากได้ลาภสักการะใดๆ เลยเราอยากไปดูไปเห็นเฉยๆ” ด้วยเหตุแห่งอารมณ์ความอิ่มใจ เย็นใจตลอดอารมณ์สบายใจนั้นที่ได้ลงไปเมืองพญานาคตามนิมิตคราวที่แล้วนั้น ฝังติดอยู่ในจิตในใจของ ท่านเป็นเวลานานตลอดระยะเวลา๗ วัน อารมณ์ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่ได้จางหาย มีความรู้สึกว่าอิ่มจิตใจเบิกบาน
แม้ไม่ได้ฉันข้าวก็ไม่มีความรู้สึกว่าหิว ความเหนื่อย อ่อนเพลียก็ไม่มี จนเกิดความอัศจรรย์ภายในจิตทำให้ท่านเชื่อมั่นว่า นิมิตที่ท่านได้พบเห็นเมืองพญานาคนั้น ต้องมีจริงแน่ๆ ด้วยความต้องการพิสูจน์ความจริงที่ได้จากนิมิต ในที่สุดท่านจึงได้จุดรูปอธิษฐาน ณ บริเวณที่คิดว่าเป็นปากถ้ำทางเข้าสู่เมืองพญานาค แล้วจึงบอกกล่าวต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ว่า “แม่พระธรณี ครูบาอาจารย์เทพเจ้าเหล่าเทวา ถ้าข้าพเจ้าไม่ถึงคราวตายขอให้ข้าพเจ้าได้กลับมาด้วยเทอญ”
เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ปักรูปลงพื้นปฐพีแล้ว ก็ได้ปรากฏว่ามีทางเดินเข้าไปในถ้ำ ท่านได้นำนาฬิกา และไฟฉาย พกติดตัวไปด้วย จึงได้เดินทางไปยังบริเวณปากถ้ำ ซึ่งอยู่ห่างจากกุฎิไปประมาณ < เส้น ค่อยๆ เดินเข้าลึกไปในถ้า เมื่อเดินลึกเข้าไปๆ สักพัก ก็ได้พบกับงูตัวหนึ่งมีลักษณะคล้ายงูจงอาง มีหงอนสีแดงขึ้นมาบนศีรษะ ซึ่งท่านก็คิด ว่าต้องเป็นงูตัวเดิมแน่ ก็ทราบจากนิมิตงูตัวนั้นได้นำพาท่านเดินเข้าไปเรื่อยจนกระทั่ง ท่านมีความรู้สึกเหมือนว่า ได้เดินตกหลุมซึ่งลึกประมาณ ๑-๒ เมตร และมีความรู้สึกว่า หูอื้อขึ้นมาทันที ปรากฏว่านาฬิกาที่แขวนอยู่ที่เอวนั้นระเบิดออก ส่วนไฟฉายก็ระเบิดออกปากกระบอกไฟฉายกระเด็นไปอีกทาง ท้ายกระบอกก็กระเด็นไปอีกทางทำให้เกิดความมืดขึ้นมาทันที
เมื่อท่านลุกขึ้นได้เดินต่อไปทั้งในความมืดนั้นแล้วก็ปรากฏเห็นบุรุษสองนาย สวมเสื้อ และกางเกงสีขาว และมีเข็มชัดขนาดใหญ่ เคล้ายเข็มขัดของนักมวยแชมป์โลก แต่ผิดกันที่ตรงหัวเข็มขัดเป็นอัญมณีสีเขียวคล้ายมรกต) ที่หน้าผากมีไฟสีแดง ปรากฏอย่างเด่นชัด ท่านได้สันนิษฐานในใจว่า ‘เอ หรือว่าไฝแดงๆ ที่หน้าผากนั้นถ้าแกเป็นงูจะใช่หงอนหรือเปล่าหนอ?’ แต่ก็หาได้รับคำตอบไม่ บุรุสองนายนั้นได้เพียงแต่ ยิ้มๆ จาก นั้นเขาก็บอกท่านว่า “อย่ากลัวนะพระอาจารย์เดินไปเรื่อยๆ เดินตามหลังผมมา กระผม มีอายุได้หมื่นกว่าปีแล้ว” เพราะเกรงว่าพระอาจารย์บุญเดชจะกลัวจึงได้บอกเช่นนั้น
เมื่อท่านได้พิจารณาถึงหน้าตาของบุรุษทั้งสองก็ปรากฏว่าเขาทั้งสอง ดูอ่อนวัยกว่าท่านมาก แต่เมื่อได้พิจารณาดูแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะว่าพญานาคมีอิทธิฤทธิ์มากอายุก็ยืนมากเมื่อท่านได้เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็พบว่า พอจะมีแสงสว่างออกมาบ้าง มีความสลัวๆ คล้ายบรรยากาศยามฟ้าสาง และบุรุษนายหนึ่งได้บอกว่า “ต่อไปนี้อาจารย์ไม่ต้องพูดอะไรนะ ถ้าอยากรู้อะไรให้คิดเอา เพราะว่ากายหยาบจะบังคับภายในไม่ได้ สิ่งที่มีพิษมันจะเข้าไปสู่ร่างกายอาจารย์ ลงท้อง (กระเพาะ) อาจารย์จะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ ปี ถ้าอาจารย์พูด แต่ถ้าอาจารย์อยากอายุยืนก็อย่าเพิงพูด อยากรู้อะไรคิดมาเลยเดี๋ยวผมจะตอบให้”
นั่นก็แสดงว่าพวกพญานาคนี้มีฤทธิ์เดชมาก สามารถหยั่งรู้วาระจิตของมนุษย์ได้เมื่อท่านได้ทราบดังนั้น จึงได้นึกย้อนไปถึง คราวที่ท่านสวดมนต์บทหนึ่งชื่อว่าบทขันธะปะริตตัง “วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม, ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง ฯลฯ” ในช่วงที่ท่านสวดมนต์บทขันธปะริตตังก็จะปรากฏว่ามีงูเลื้อยออกมาจากปาเต็มไปหมด บุรุษผู้เป็นพญานาคทั้ง ๒ นายนั้นค่อยๆ นำทางท่านเข้าไปจนเข้าสู่ดินแดนธาตุดิน ท่านได้มองดูผนังถ้ำซึ่งมีความสูงประมาณ ๓ เมตรมองเห็นทรายมีแสงสว่างระยิบระยับไหลขึ้นจากพื้นดิน สู่เบื้องบน พื้นที่เหยียบอยู่นั้น มีความรู้สึกว่าดินมีความอ่อนนุ่มท่านได้สัมผัสก็เกิดความรู้สึกเย็นวาบ วาบๆ เข้าไปในกาย ท่านยืนนิ่งดูธาตุดินที่ไหลขึ้น จึงกำหนดจิต ถามเจ้าหน้าที่นำทาง “อะไร” บุรุษพญานาคผู้นำทางเรียนให้ทราบ “โอ้ ธาตุดินท่าน”
จากนั้นพระอาจารย์บญเดชจึงเดินไปตามเส้นทางไปข้างหน้าก็ได้ไปสัมผัสเห็นธาตุน้ำ มองไปก็เห็นลักษณะเป็นธารน้ำตกไหลซู่ซ่าๆๆ ลงมาจากด้านข้าง มองไปข้างบน ท่านก็มองเห็นปล่องเห็นหมู่มัจฉาแหวกว่ายไปมาในนที จากนั้นท่านก็ค่อยๆ เดินลึกลงเข้าสู่เมืองพญานาคได้สัมผัสกับดินแดนธาตุลม เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธท่อนไม้ยาวๆเคาะบริเวณหน้าปากทางเข้าถ้ำป๊อกๆๆ เพื่อเป็นการบอกรหัสผ่าน ปรากฏว่าประตูหินนั้นก็ค่อยๆเลื่อนเปิดโดยอัตโนมัติเปิดออกให้เข้าไปได้และท่านก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่มากระทบเป็นลมเย็นพุ่งกระทบกาย พญานาคจึงบอกให้ทราบ “นี่ ธาตุลม”
จากนั้นท่านก็ค่อยๆ เดินทางต่อไป ก็ได้พบกับธาตุไฟ ท่านมองเห็นเป็นก้อนหินภูเขา แดงไร่ ขณะที่ยืนอยู่ไกลๆ นั้น ครั้นเดินเข้ามาใกล้ๆ ท่านกลับมีความรู้สึกว่าไม่ร้อน มีความรู้สึกว่าอบอุ่นพอดี ท่านได้เข้าไปใกล้ๆ ปล่องไฟที่แดงโร่นั้น จึงถามพญานาค ผู้นำทาง “จับได้ไหม” พญานาคบอกให้ทราบ “จับได้” (เนื่องจากพระอาจารย์บุญเดช นั้น สามารถเดินผ่านธาตุดิน น้ำ ลม มาแล้ว ถ้าหากไม่สามารถผ่านมาได้ จะเข้าไปจับ ก้อนหินที่มีความร้อนแรงมากในดินแดนธาตุไฟนี้ไม่ได้ ร่างกายจะถูกหลอมละลายไปหมดแม้แต่เหล็กไหลก็ถูกหลอมละลายเพราะดินแดนแห่งนี้ มีความร้อนแรงมาก)
ครั้นพอท่านถามเค้าว่าจับได้ไหม พญานาคบอกว่าจับได้ ท่านจึงได้ใช้มือไป จับก้อนหิน ที่แดงโร่ได้เกิดความอัศจรรย์ใจเมื่อจู่ๆ ได้มีพลังจากก้อนไฟพุ่งเป็นวงกลมๆคล้ายเป็นวงกำไลไหลเข้าสู่มือของพระอาจารย์บุญเดช วงกลมๆ นั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่บริเวณศีรษะจนครอบศีรษะของท่านไว้ (อยู่ในช่วงบริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นรอยต่อกับคอ) จิตของท่าน นิ่งสงบ โล่งสว่าง จากนั้นพญานาคจึงนำทางท่านออกจากดินแดนธาตุไฟ มุ่งหน้าเดินต่อไป ก็ไปพบดินแดนธาตุทอง
พญานาคก็ได้นำท่านเข้าสู่อาณาบริเวณธาตุทอง และท่านก็ได้มองเห็นบ่อทองเหลืองอร่ามวูบวาบชวนแสบตาปรากฏอยู่ทั้งสองข้างทางเดิน บุรุษพญานาคทั้งสองที่อยู่ดูแลทั้งด้านหน้าด้านหลัง ในมือของบุรุษพญานาคถือไม้แท่งยาว (ถืออยู่ติดกายตลอดเวลา) บนท่อนไม้เป็นหัวกลมๆ มีลักษณะคล้ายไม้ตะพด ท่านเข้าสู่ดินแดนนี้ เรียก ว่าเหมืองธาตุทอง ได้มองลงสู่พื้นดินก็เห็นเป็นคล้ายๆ ตะไคร่ทอง ปรากฏขั้นมองไปทางใดก็ดูสว่างมองเห็นเป็นทองคำ เพ่งมองไปที่ทองคำ ท่านได้มองเห็นรูปกายของตนเองสว่างวาวไปหมดเหมือนกับมีทองคำมาปิดตัวฉาบทั่วร่างกาย และสบงจีวรก็เหลืองอร่ามวูบวาบ ธาตุทองที่มองเห็นอยู่นั้น รายรอบตัวท่านเสมือนมีกระจกทองคำ ตั้งอยู่รอบทิศทาง (เหมือนเราอยู่ในลิฟต์ที่เต็มไปด้วยกระจก)
ท่านมองไปทิศทางใดก็มองเห็นแต่รูปร่างตัวเองเต็มไปหมด ขณะมองดูด้วยความเพลิดเพลินอยู่นั้นได้มีแสงรัศมีทองคำพุ่งมาครอบคลุมรอบกายของท่าน เกศาก็เปลี่ยนเป็นสีทองทั่วศีรษะ กายก็สว่างไสวเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ รูปกายของท่านที่มีรอย สักยันต์ ก็ถูกแสงรัศมีทองคำบดบังกลบจนหมด
จากนั้นผู้นำทางจึงได้นำท่านเดินลึกเข้าสู่ดินแดนพญานาค ก็ได้ผ่านเหมืองจากนั้นผู้นำทางจึงได้นำท่านเดินลึกเข้าสู่ดินแดนพญานาคธาตุเงินปรากฏเป็นแสงสีเงินระยิบระยับสว่างเข้าตาทั้งซ้ายขวา เบื้องบนเต็มไปด้วยธาตุเงินทั้งหมดพื้นที่เดินอยู่นั้นก็เป็นธาตุเงิน มีความอ่อนนุ่มคล้ายเหยียบบนตะไคร่น้ำเหยียบดูก็นิ่มเดินผ่านไปแต่ละก้าวก็ปรากฏเห็นเป็นรูปรอยเท้าของบุคคลท่านนั้นๆปรากฏอยู่กับพื้นความกว้างของเส้นทางนี้ประมาณ ๓.๕ เมตร ท่านเดินผ่านไปก็ได้มองเห็นรอยเท้าทั้งสองเส้น พญานาคที่นำทางก็บอกให้ท่านทราบถึงที่มาของรอยเท้า ทั้งสองสายนั้นที่ปรากฏ “นี่รอยเท้าของหลวงปู่มั่น” เป็นรอยเท้าเล็กๆ เรียบเสมอกัน
“นี่รอยเท้าหลวงปู่ชอบ” พระอาจารย์บุญเดชเล่าให้ทราบภายหลังว่า “รอยเท้านี่เราจะไปเหยียบรอยเท้าท่านไม่ได้ เป็นการไม่เคารพ เราต้องเดินหลีกออกให้ห่างทางด้านข้าง (ญาติโยมพระนวกะพระเณรควรจำไว้)” หลังจากที่ผ่านมาจากธาตุทองคำก็ยังมีแสง รัศมีทองติดกายมาได้มาผสมผสานกับธาตุเงิน ท่านก็ได้เพ่งมองดูเนื้อหนังของตนเองก็เห็นร่างกายตนเองมีความสว่างไสว
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำท่านเดินต่อไปจนเข้าสู่ธาตุเพชร ดินแดนนี้มองดูใสสว่างคล้ายผลึกแก้วผนวกกับการที่ท่านได้ผ่านดินแดนธาตุทอง ธาตุเงิน ก็ยังมีแสง รัศมีติดตัวมาอยู่ด้วย พอถึงดินแดนธาตุเพชร ท่านมองดูร่างกายของท่านที่บริเวณเหมืองผลึกเพชร ก็เห็นว่าร่างกายนั้นสว่างขาวทั่วไปหมด เส้นเกศาบนศีรษะขาวงามสวย ครั้นพอท่านยกแขนขึ้นก็ได้เห็นแสงรัศมีของเพชรพุ่งสะท้อนวูบวาบจนมองเห็นรูป ร่างของตนเองเห็นชัดจนถึงขนาดข้างในกายชัดเจนมาก มองทะลุเนื้อหนังถึงเส้นเอ็นครั้นลองมองเอียงกายส่องดูที่ผลึกเพชรก็เห็นตนสว่างไสว ครั้นพอลองก้มมองดูท้องของตนเองก็มองเห็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่สว่างด้วยแสงรัศมีของเพชรพุ่งผ่านเข้ามาจนมองเห็นกระดูกของตนเองคล้ายดั่งกับเป็นเพชร หากบุคคลเห็นสภาพร่างกายของตนเองเป็นเช่นนี้เกิดความหลงก็จะหลงตัวเองคิดว่าตัวเองนี่เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ความรู้สติกำกับจิตของท่านบอกให้ทราบว่านี่คือ ดินแดนเมืองเพชร บุรุษพญานาค ทั้งสองตนที่ท่านมองดู ก็เห็นรูปกายของเค้าทั้งสองสว่างไสวด้วยแสงรัศมีของเพชรเช่นกัน รูปกายเหมือนแก้วใส ท่านได้อ้าปากขึ้นก็ปรากฏว่าเห็นแสงรัศมีเพชรเปล่งประกายวบวาบมองดูร่างตนเองในผลีกเพชรก็สังเกตเห็นฟันก็เป็นเพชร ลิ้นก็เป็นเพรเอียงตัวบิดลำตัวก็เห็นแสงเพชรสะท้อนพุ่งกลับสว่างไสวเกิดความรู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างผิดปกติ เหมือนมีคนมาบีบมานวดให้ จากนั้นท่านจึงได้เดินทางต่อไปจนมาถึงบริเวณประตูโขง (ภาษาอีสาน) คล้ายประตูโบสถ์ของวัดวาในพระศาสนา มีรูปพญานาคอ้าปากอยู่ รอบประตูมีรูปปั้นหนุมานอยู่ข้างใต้ มีรูปพญาครุฑ อยู่ด้านบนพญานาค บุรุษพญานาด ผู้นำทางพาท่านไปได้ใช้ท่อนไม้ที่ถือติดตัวมาด้วย บริเวณหัวไม้เป็นปุ่มกลมๆ จึงใช้ท่อนไม้นี้ป๊อก ป๊อก ป๊อก เคาะลงไปบริเวณปากพญาครุฑ ท่านก็ยืนนิ่งเฉยๆ จู่ๆ ก็ปรากฏว่าก้อนหินใหญ่มหึมาที่ปิดกั้นอยู่นั้นก็ค่อยเลื่อนเคลื่อนตัวออก คึก คึก เสียงภูเขาสั่นสะเทื่อน ครืน ครืน ฟังเสียงดูน่าหวาดกลัว ตื้ม ประตูหินหยุดนิ่ง ประตูถูกเปิดออก ท่านมองดูเข้าไปข้างในรำพึง “ว้าว ทำไมถึงกว้างคัก กว้างแน่แท้” มองดูข้างในมีความงดงามมาก มองเข้าไปเห็นแต่ความเหลืองอร่ามของต้นไม้ยาวเป็นแถว ข้างในอาณาเขตนั้นมองเห็นมีศาลา วิหาร กุฏิ ล้อมรอบเต็มไปหมด ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า “สมมติเราอยากเห็นภูเขาควายเด้ มองไปนี่ก็เห็นภูเขาควายแจ้งสว่างไปหมด กฏิกี่หลังกี่หลังก็เห็นหมด คิดอยากดูภาพก็จะปรากฏให้เห็นโดย อัตโนมัติเลย คล้ายสายตาเราส่องกล้องวีดีโอดูในภาพที่ฉายให้เห็น พอมาถึงบริเวณนี้เขาก็บอกว่า โอ้ถึงแล้วเมืองพญานาค”
จากนั้นท่านจึงเดินเข้าสู่ดินแดนพญานาคเมืองบาดาล (มิใช่ เวียงวังข้างใน) จาก นั้นท่านก็ได้พบกับพระฤๅษีตนหนึ่งอยู่ในถ้ำเป็นอาศรมเล็กๆ พระฤๅษีตนนั้นได้บอก กับท่านว่า “ญาคูอย่าอยู่นานเด้อ เพราะว่าท่านมาหมดทั้งร่างกาย นี้มันอันตราย เพราะ ดินแดนแห่งนี้มันเป็นอีกพิภพของโลกเรา ถ้าญาดูกลับไปอยู่เมืองมนุษย์ ญาคูอาจจะอยู่ได้ไม่นานเพราะญาคูจะมีโรคภัยเบียดเบียน” ท่านจึงถาม “โรคอะไรล่ะ หลวงพ่อฤๅษี” ท่านฤๅษีตอบ “โรคท้อง” ดินแดนนี้เป็นดินแดนที่กว้าง ราบเรียบสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเป็นระบบระเบียบเป็นแนวแถวยาว ต้นไม้ทุกต้นมีสีสันมากมายหลายสีละลานตาไปหมด พระฤๅษีบอกว่า “ดินแดนแห่งนี้ มันเป็นอีกภพหนึ่ง ถ้าอยู่นานจะเหมือนผม ผมนี่ต้องอยู่ที่นี่หนึ่งหมื่นปี จึงจะสามารถกลับโลกมนุษย์ได้”
พ่อฤๅษีท่านนี้เมื่อก่อนก็อยู่โลกมนุษย์ แต่ได้อธิษฐานจิตขอลงไปเมืองพญานาคพอลงไปแล้วปรากฏว่าอยู่เกินเวลาของทางเมืองพญานาคที่อนุญาตไว้ จึงไม่สามารถเดินทางกลับผู้โลกมนุษย์ได้ จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานบำเพ็ญพรดตบะธรรม อยู่ในเมืองพญานาค พ่อฤๅษีย้ำ “อย่าอยู่นาน มันจะเกินเวลาของพวกเขา ญาคูมานานแล้ว” ท่านก็ตกใจ “อ้าว มานานอย่างไร ผมก็เพิ่งมาเดี่ยวนี้” พ่อฤๅษีตอบ “มาเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรญาคูมาได้สิบกว่าวันแล้ว ในเวลาของโลกมนุษย์” ท่านก็แปลกใจ “เรามาได้อย่างไรสิบกว่าวันแล้ว” เนื่องจากเพราะเพลิดเพลินในการชมดูสถานที่ต่างๆ มองไปแห่งใดก็ล้วนมีแต่สถานที่สวยงาม มองดูผู้คนในดินแดนนี้ก็มีรูปร่างเหมือนกับพวกมนุษย์บนโลกเราผู้หญิงจะมีเกศสีเขียวเป็นสัญลักษณ์บอกให้ทราบ ส่วนผู้ชายจะ มีเกศผมสีแดง ผู้หญิงจะมีเข็มขัดสีเขียวคาดที่เอว ผู้ชายจะมีเข้มขัดสีแดงบอกให้ทราบ หลังจากนั้นท่านได้มองเห็นแสงสว่างวูบวาบ จึงได้กำหนดถามพวกพญานาค “อีหยัง น่ะ” พญานาคตอบ “นั่นแหละ คือที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว” ท่านก็ถามอีกว่า “พระเขี้ยวแก้วคืออะไร” พญานาคตอบ “พระเขี้ยวแก้วคือฟันของพระพุทธองค์ที่สมัยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เมืองบาดาลพวกพญานาคได้รับพระเขี้ยวแก้วมาบูชา จึงนำมาประดิษฐาน ณ ดินแดนแห่งนี้” เมื่อได้ทราบดังนั้น ท่านจึงกล่าว “อู้ ไปทางนี้ก่อน ไปทางนี้ก่อน จะไปกราบสถานที่นี้ก่อน”
ส่วนผู้คนในเมืองพญานาคบ้างก็เดินจงกรมอยู่ในเส้นทางเดินจงกรมยาวประมาณ ๓๐ เมตร มีดอกดาวเรืองขนาดใหญ่เทียบเท่าขันอาบน้ำบ้านเรา เบ่งบานสะพรั่งอยู่ทั้งสองข้างทางจงกรม ส่วนบริเวณหัวทางเดินจงกรมจะมีธรรมาสน์ใหญ่ เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่ว่าดอกดาวเรืองนี้ จะเหี่ยวหากใครไม่หมั่นเพียรเดินจงกรม จะมีที่พำนักเป็นกฏิหลังใหญ่ตามแต่อานิสงส์ตามที่บุคคลนั้นรักษาศีล ๘ บางกุฏิหลังเล็กก็เนื่องมาจากอานิสงส์รักษาศีล ถ้ากุฏิหลังเล็กๆ ลงมาอีกนั้นก็เป็นกุฏิของพวกบริวารของผู้ติดตามผู้ที่มารักษาศีล ๕ ศีล๘ กุฏิของคนกลุ่มนี้จะเป็นกุฏิของพวกรักษาศีลบ้างไม่รักษาศีลบ้างจะมีกุฏิเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กับกุฏิหลังใหญ่เป็นของบริวารที่อธิษฐานจิตขอ ติดตามไปด้วยกับผู้ถือศีลโดยมากจะเป็นแต่เพศหญิง
ท่านเดินเข้าไปสู่ศาลาที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว จึงเข้าไปกราบพระเขี้ยวแก้ว ตั้งจิตอธิษฐาน “สาธุ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์ให้ถึงแดนพระนิพพาน” จากนั้นท่านจึงทำการเดินประทักษิณาทาน ๓ รอบจึงออกมา จนใกล้เขตรอบเวียงวังชั้นในของพวกพญานาคอาศัยกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ (เพราะว่าถ้าเข้าไปแล้วจะไม่สามารถออกมาได้) ท่านก็เดินเข้าไปเห็นกฏิมีรูปร่างคล้ายทรงไทย หลังคาเป็นเกล็ดสามเหลี่ยมสีเขียวเต็มไปหมดแต่ละหลังจะมีทางจงกรมอยู่ข้างกุฏิ
ครั้งเดินเข้าไปข้างใน จิตของท่านก็เกิดความรู้สึกว่ามีความเย็นสบายอ่อน นิ่มนวลอิ่มเอิบ โดยหาได้ทราบไม่ว่ากาลเวลาได้ผ่านเนิ่นนานไปกี่วัน ครั้นพอได้เดินเข้าไปข้างในก็ได้เห็นศาลาหลังใหญ่โตมโหฬาร ได้ยินเสียงผู้คนเมืองบาดาลกำลังสวดมนต์เป็นบทชัยมงคลคาถาที่มีความไพเราะเพราะพริ้งยิง ดุจการได้ฟังเสียงจากสรวงสวรรค์เดินไปจนถึงศาลาวิหารธรรมซึ่งเป็นที่ที่เคยได้นิมิตมาแล้ว
ศาลาวิหารธรรมมีจำนวนขั้นอยู่จำนวน ๕ ชั้น (ลักษณะเหมือนชายหาดที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ภายในศาลานี้จะมีเสาเป็น ๕ เหลี่ยม ชั้นที่ ๑ จะเป็นสถานที่สำหรับ ผู้ที่รักษาศีล ๕ ศีล ๘ มาปฏิบัติภาวนา ศาลาชั้นที่ ๒ เป็นสถานที่สำหรับมาไหว้พระสวดมนต์ ศาลาชั้นที่ ๓ เป็น ศาลาที่มีธรรมาสน์เพื่อใช้เป็นที่ประทับนั่งของพระอรหันต์ที่มาแสดงธรรมในเมืองพญานาค ถัดมาเป็นสถานที่นั่งของพระนวกะที่มาเยือนดังสถานที่แห่งนี้ ส่วนอาสนะนั้นเป็นสี่เหลี่ยมมีความรู้สึกว่านิ่ม ศาลาชั้นที่ ๔ เป็นสถานที่ประดิษฐานดอกไม้นานาชนิด ชั้น ๕ เป็นสถานที่ประดิษฐานพระประธาน
พอเดินทางมาถึงบริเวณพระประธาน ได้เข้าไปก้มลงกราบองค์พระพุทธปฏิมากรในใจน้อมระลึกถึง คุณพุทโธ ธัมโม สังโฆ ฉับพลันก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากองค์พระพุทธรูปเป็นเสียงเย็นเยือก “เจริญพร พระคุณเจ้า” น้ำเสียงเรียบเย็นทรงพลังอำนาจท่านได้สัมผัสองค์พระพุทธรูปก็มีความรู้สึกว่าอ่อนนิ่มคล้ายกับจับผิวหนังของมนุษย์ ที่หน้าองค์พระพุทธรูปจะมีดอกบัว ๕ ดอก ใส่แจกันตั้งอยู่โดยรอบ ส่วนข้างล่างลงมาจะเป็นแจกันใส่ดอกดาวเรื่องเต็มไปหมด
ท่านถามในใจว่า “อันนี้มีความหมายว่าอย่างไร” บุรุษผู้หนึ่งตอบว่า “อันนี้มีความหมายว่าเจริญรุ่งเรือง” ท่านถามต่อว่า “เอ้า แล้วมนุษย์ทำได้ไหม” “ได้ มนุษย์ถ้าใครดวงไม่ดี ก็ไม่ต้องทำอะไรมากระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า (สวดมนต์ แล้วก็นำเอาดอกดาวเรืองนี่แหละไปบูชาพระ ชีวิตก็จะรุ่งเรืองไปเอง” พญานาคตอบพร้อมกันนั้นท่านก็ได้กลิ่นหอมหวนจากดอกดาวเรือง กลิ่นหอมสดชื่นยิ่งกว่าดอกดาวเรืองในเมืองมนุษย์เป็นไหนๆ เมื่อท่านได้กลิ่นเช่นนั้น ทำให้มีความเบิกบานใจเป็นอันมากแล้วพญานาคก็ได้พาท่านเข้าไปในศาลาแห่งหนึ่ง มีป้ายบอกชื่อว่าศาลา วิหารธรรม ตัวอักษรเหมือนภาษาไทยล้านนา (ขอมโบราณเป็นภาษาบาลี)
ที่ศาลาจะมีมุขอยู่ 2 มุข ลักษณะคล้ายกับโบสถ์วัดตามที่เราเห็นในเมืองมนุษย์ชั้นหนึ่งปูด้วยพรม อีกชั้นหนึ่งปู่ด้วยอาสนะแต่ว่าไม่มีพระนั่ง ภายในศาลาเต็มไปด้วยสตรีเพศทั้งหมด พญานาคได้บอกกับท่านว่า “วันพระวันศีล ๑๕ ค่ำ จะมีพระอรหันต์มาแสดงธรรมที่นี่ อยู่ในเมืองมนุษย์นี่แหละ แล้วก็อยู่ข้างบนโน้นก็มี” พร้อมกับชี้มือไปข้างบน “โน้น ทางโน้นก็มีท่านจะสับเปลี่ยนกันมาแสดงธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ทุก ๑๕ ค่ำ” ผู้หญิงทั้งหมดจะสวมเสื้อผ้าที่มีสีทองเหมือนกันหมด มีลักษณะคล้าย ชุดไทยโบราณ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกันหมดไม่มีเครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้น หน้าตามีความสวยสดงดงามคล้ายคนอินเดีย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นั่งอยู่ในศาลาวิหารธรรมเต็มไปหมดประมาณไม่ต่ำกว่าพันคนทั้งชั้นบนชั้นล่าง
ท่านถามในใจว่า “อันนี้ทำไมนั่งกันอยู่คนละชั้น” พญานาคตอบว่า “สมัยที่เป็นมนุษย์พวกเขาพากันรักษาศีล ๘ ได้บริสุทธิ์ ตายแล้วจิตไปผูกพันอยู่กับพระศรีอาริย์บำเพ็ญบุญก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้เกิดมาทันพระศรีอาริยเมตไตรยพวกเขาก็เลยมาสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่รอพระศรีอาริย์ลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วพวกนี้ก็จะพากันไปเกิดเป็นมนุษย์ เกิดแล้วก็ไปฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์ก็จะได้พากันสำเร็จมรรคผลนิพพานไปเลย จิตผูกพันที่พระศรีอาริย์” ท่านได้ถามต่อไปว่า “แล้วพวกที่นั่งข้างล่างนั่นละ” ชุดหลังนั่นอานิสงส์รักษาศีล ๕ นี้ก็รอพระศรีอาริย์เช่นกัน
ด้วยความอยากรู้ถึงบุพกรรมเก่าของผู้คนในที่นี้ในสมัยชาติที่เป็นมนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ท่านจึงบอกว่า เอ้าถ้าอย่างนั้น พญานาคมีฤทธิ์อยู่แล้วใช่ไหม นิมิตให้ดูหน่อยว่าสมัยเป็นคนในโลกมนุษย์เป็นคนรูปร่างอย่างไร เมื่อพญานาคได้ฟังเช่นนั้น จึงแสดงภาพนิมิตให้ท่านทราบ ท่านก็เห็นว่าแต่ละคนหน้าตาดูไม่ได้เลย หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่บางคนก็ตัวดำ บางคนก็มีรูปหน้าไม่มีดั้ง บางคนก็พอดูได้ บางคนก็มีอายุอยู่ในวัย ๖๐-๗๐ ปีก็มี แต่ด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ตลอดชีวิตจึงส่งผลให้ได้รับ คือเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณสวยสดงดงาม
จากนั้นท่านจึงเข้าไปกราบองค์พระพุทธรูปในศาลาแล้ว ไปกราบที่อาสนะที่พระอรหันต์ ท่านจะมานั่งแสดงธรรม แล้วเหล่าพญานาคก็ได้สวดมนต์ให้ท่านฟัง เป็นบทชัยมงคลคาถา (ซึ่งทำนองสวดมนต์นี้จะไม่เหมือนกับท่านครูบาอาจารย์สวดกันแต่เสียงของพวกพญานาคจะเน้นหนักไปทางด้านสมาธิมากกว่า คือจะเน้นหนักไปในทางสงบเยือกเย็นหนักแน่นอักขระชัดเจนเป็นสำเนียงของภาษาอีสานโบราณ)
ภายในศาลาวิหารธรรมแห่งนี้เป็นศาลาใหญ่โตมโหฬารมาก สามารถบรรจุคนมากไม่มีประมาณสุดแล้วจะมีคนมากหรือน้อยศาลาแห่งนี้ก็จะขยายโดยอัตโนมัติให้เล็กหรือใหญ่ตามแต่ผู้คนท่านคิด “ศาลานี้เป็นอย่างไรถึงมีคนเพียงเท่านี้” เท่าที่คาดการณ์บรรจุคนได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ถ้าบุคคลใดคนหนึ่งพูดออกมาก็จะสามารถได้ยินเสียงทั่วถึงไปหมดไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลรูปทรงภายนอกเป็นอาคารเป็นมุม ๕ มุม วาววับจากนั้นท่านจึงเดินออกมานอกศาลาไปยังบริเวณทางเดินจงกรมของพญานาดพบทางเดินจงกรมอยู่ทั้งสองข้างทางเป็นของพวกถือศีล ๕ ศีล ๘
จากนั้นท่านก็ได้ไปสัมผัสเห็นผู้คนในเมืองนี้ จะมีหน้าตาผิวพรรณสวยสดงดงามเหมือนกันหมดไม่มีผู้เฒ่าผู้แก่เลย เด็กเล็กเด็กน้อยก็ไม่มี แล้วท่านได้ถามสตรีผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าของคณะนี้ว่า “คุณแม่กลางวันมีไหม” เขาตอบว่า “ไม่มี” “กลางคืนมีไหม” เขาตอบ “ไม่มี”
ทางด้านหลังวิหารธรรมโดยรอบจะมีทางเดินจงกรมยาวประมาณ ๓๐ เมตร รอบทางเดินจงกรมประดับไปด้วยดาวเรือง ความแปลกของดอกดาวเรืองนี้ คือในทุกๆ ดอกของดาวเรื่องจะมีแสงออกมามองดูคล้ายดวงดาว ที่หัวและหางของทางเดินจงกรมจะมีที่นั่งไว้สำหรับนั่งภาวนา กิจวัตรของเหล่าพญานาคมีเพียงไหว้พระ สวดมนต์เดินจงกรม พวกเขาได้เดินจงกรมแล้วก็นั่งภาวนา ทางเดินจงกรมมีความเรียบร้อยงามตาแสดงว่าพวกเขาได้เดินกันทุกวัน
ท่านเห็นอย่างนั้นก็กำหนดจิตถาม “ขอเดินได้ไหม” ผู้นำทางตอบ “ได้ขึ้นไปเลยไม่เป็นไร” จากนั้นจึงได้ก้าวเท้าสู่ทางเดินจงกรม ซึ่งขนาบไปด้วยต้นดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามงามตาเป็นยิ่งนัก ส่วนหัวทางเดินจงกรมจะมีแท่นสำหรับนั่งสมาธิมีรูปคล้ายศีรษะงูโผล่อยู่
เมื่อท่านเดินก็ปรากฏว่าจิตเกิดตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตสงบนิ่ง ความรู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียอาการปวดหลังก็ไม่มี ท่านเข้าสู่ทางเดินจงกรมกำหนดจิตก็เป็นอัตโนมัติพุทโธไปเองรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของจิตไม่มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ท่านเดินไปประมาณ ๒ รอบ ผู้นำทางบอกให้ทราบว่า “ได้หนึ่งวันแล้วล่ะ” จึงออกจากทางเดินจงกรม เขาก็บอกให้ทราบว่า “ได้สองวันแล้วเหลือเวลาอีกหนึ่งวันต้องกลับ”
จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับเข้าสู่ศาลาวิหารธรรม พวกมนุษย์เมืองพญานาคมาพร้อมใจกันชุมนุม หลังจากนั้นพวกพญานาคสวดมนต์บทสวดต่ออายุเป็นภาษาของพวกพญานาคถวายพระอาจารย์บุญเดช ท่านฟังไม่ออกแต่พังได้ใจความว่า
“อายุวัฒนัง สะระนัง ชีวิตังนิพพานสะระนัง คัจฉามิ, ธัมมังชีวิตัง อายุวัฒนัง สะระณัง คัจฉามิ… ฯลฯ” แล้วก็กล่าวอำนวยพรแด่ท่าน
หลังจากนั้นพวกเขาได้นำกล้วย ๓ ผล ฝรั่ง ๓ ผล มาถวายท่าน แล้วบอกว่า “เวลาขณะนี้ บนโลกมนุษย์เป็นเวลา ๔ โมงเช้า” หลังจากฉันอาหารที่พวกพญานาคถวายแล้ว พญานาคตนนั้นก็พาท่านชมรอบวิหารแล้วบอกว่า “ได้เวลากลับแล้วนะหลวงพี่เดี่ยวโอกาสหน้าค่อยมาใหม่ เพราะว่าหลวงพี่มาที่นี่มันนานแล้ว” ในความรู้สึกของ ท่านยังเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์
จากนั้นบุรุษผู้นั้นได้นำท่านมาส่งที่เดิมก็ได้เดินผ่านดินแดนธาตุต่างๆ ที่ได้ผ่านมาเหมือนตอนเข้าเมืองบาดาล เมื่อท่านได้เดินออกมาในระหว่างนั้น ท่านได้แหงนมองขึ้นไปข้างบน มองเห็นรูที่มีแสงสว่างทะลุผ่านมองไปเห็นปลาหลายชนิดแหวกว่ายอยู่ในถ้ำ มีปลาชนิดหนึ่งรูปร่างใหญ่โตมาก บุรุษนั้นก็บอกว่า “ปลาบึก” เมื่อ ท่านได้เดินออกมาถึงปากถ้ำก็พบว่า นาฬิกาและไฟฉายได้วางไว้อยู่ที่ตรงหน้าปากถ้ำ ครั้นพอออกมาพ้นจากปากถ้ำแล้ว ท่านมีความรู้สึกว่าร่างกายหนักตึงขึ้นทุกที่ โดยอยู่ในสภาพเดิม ท่านกลับเข้าสู่ที่พักและกุฏิ จากนั้นท่านได้ไปเปิดปฏิทินดูก็พบว่า ลงไป ยังเมืองพญานาคได้ ๒๘ วันเต็มๆ จากนั้นจึงได้นำผ้าจีวรที่นุ่งห่มลงไปเมืองพญานาคมาชัก ปรากฏว่าน้ำที่ซักผ้านั้น มีเกล็ดประกายสีทองปนอยู่ในน้ำเต็มไปหมด ต่อมาท่านได้ถอดจีวรผืนที่ได้สวมลงไปนั้นเก็บไว้ และไม่นำออกมาใช้อีก เพื่อเป็นอุสรณ์รำลึกถึงการเยือนดินแดนนาคาพิภพ (ภายหลังจากนั้นในโอกาสต่อมา ท่าน ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนแดนนาคาพิภพด้วยกายเนื้ออีกครั้ง ครั้งนี้ก็ได้ไปเห็นห้องเก็บสมบัติเก่าของท่านในอดีตชาติ ซึ่งเขียนป้ายบอกไว้ว่า ห้องบุญญฤทธิ์ ท่านจึงได้นำลูกแก้วจากเมืองพญานาคนั้นขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บารมี)
ภายหลังจากนั้นเมื่อปีกฐินปี พ.ศ. ๒๕๔๒ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ท่านจึงได้นำลูกแก้วนี้พร้อมกับธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ จากญาติโยมที่ได้นำมาถวายเพื่อบรรจุลงในการก่อสร้างศาลา โดยเฉพาะที่เป็นที่ฮือฮาจริงๆ ในค่ำคืนวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน คุณแม่จันทร์ทา ฤกษ์ยาม ก็ได้นำพาคณะลูกศิษย์ของท่านบำเพ็ญภาวนา ก็ได้ปรากฏ ว่าภูมิเจ้าที่วัดภูลังกาได้มอบเหล็กไหลตลอดจนอัญมณีต่างๆ มาอยู่ในมือแม่จันทร์ทาอย่างน่าอัศจรรย์เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่สายตาของคณะลูกศิษย์ทุกๆคนที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้น คุณแม่จันทร์ทาจึงได้นำธาตุกายสิทธิ์ดังกล่าวมาเพื่อบรรจุลงในบริเวณแท่นที่จะใช้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปในบริเวณส่วนหน้าศาลาหน้าถ้ำ

