จิตรู้เรื่องของนก

การบำเพ็ญภาวนาทำความเพียรของพระอาจารย์บุญเดช ด้วยจริตอดนอนติดต่อกันครั้งละ ๓ เดือน ถ้าหากสภาวะจิตช่วงใดถูกกับจริตอดอาหารก็จะอดอาหารนานติดต่อกันถึง ๒๕ วัน หรือบางครั้งไม่อดอาหารแต่จะว่าอดก็ถือว่าได้ เพราะบางวันอดอาหาร ๗ วัน วันรุ่งขึ้นก็ฉัน ๒ คำ บางช่วงอดอาหาร ๙ วัน วันถัดไปฉัน ๙ คำ อาหารจะมีเพียงเกลือและปลาทู จิตใจไม่คิดหาอยากอาหาร มุ่งมั่นแต่สร้างความเพียรอบรมตน ฟัดต่อกรกับกิเลสอันเป็นข้าศึกอันใหญ่หลวงที่เที่ยวเอาภพเอาชาติมาให้เสวยอยู่ทุกภพทุกชาติ บางช่วงแห่งการทำความเพียรจะตั้งจิตอธิษฐาน วันนี้จะเดินจงกรมตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าเดินจงกรมจนสว่าง หลังจากที่บิณฑบาตแล้วจึงฉันภัตตาหารพอฉันเสร็จแล้วก็นำบาตรไปล้างเช็ดถูบาตรให้สะอาด

ในขณะที่ทำความสะอาดบาตรอยู่นั้นก็ไม่ยอมให้นั่งก้นถูกกับพื้นนั่งยองๆ จากนั้นจึงกลับเข้าสู่ทางเดินจงกรมอีกครั้ง จิตมุ่งมั่นเป็นอารมณ์หนึ่งเดียวอยู่กับองค์บริกรรมพุทโธ เพราะพุทโธคือยาดี ยาวิเศษ คืออำนาจพุทธคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางวันตั้งสัจจะ “วันนี้ข้าจะนั่งสมาธิ” หลังจากที่ฉันข้าวเสร็จแล้วก็นั่งสมาธิภาวนาเลยบางวันฉันแล้วก็อธิษฐานแล้วขึ้นไปภาวนาบนยอดภูเขาภูลังกา ตะวันตกพอดีกับมีนกมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเตือนทุกวันๆ มาบอกสัญญาณให้ทราบว่าจวนมืดค่ำแล้ว เมื่อทราบดังนั้นจึงออกจากสมาธิได้สังเกตดูชีวิตของนกจากจิตตภาวนาเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ติดตามดูเรื่องราวชีวิตของนกท่านก็ได้ทราบว่ามีนกตัวหนึ่งจะบินออกมาจากต้นไทรใหญ่ ท่านก็กำหนดจิตไปดูก็ทราบว่ามีนกหนุ่มตัวหนึ่งบินถลามาจากทางถ้ำแคน และมีนกเพศเมียบินร่อนมาจากทางอำเภอบ้านแพง จ. นครพนม วันนั้นพระอาจารย์บุญเดชออกมาจากถ้ำแล้วมาเดินอยู่นอกบริเวณรอบๆ ถ้ำออกมาก็คิดถึงร่มไม้ใหญ่ต้นนั้น “เอ๊ ทำไมวันนี้ อากาศเย็นสบายดีเหลือเกิน” วันนั้นท่านไม่ได้ฉันอาหารเห็นนกบินถลามาจากต้นไม้ใหญ่ “เราจะได้พิสูจน์ก็วันนี้แหละ” ท่านจึงระลึกหวนถึงเหตุการณ์ในอดีตของท่านก่อนจะมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุครั้งเวลาได้ฟังสาวๆ เปิดเพลงให้ฟัง ท่านเองก็กำหนดจิตอยู่กับพุทโธก็เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจเป็นยิ่งหนัก ขณะนั้นก็มีนกส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวๆ ออกมา เป็นการแสดงออกถึงภาษาของมันที่สนทนาต่อกัน พูดจากัน ทำให้พระอาจารย์บุญเดชเกิดความรำคาญ

“เรารำคาญอะไรหนอ” นกเป็นสัตว์เราก็เป็นสัตว์โลก เป็นอะไรเราจึงไม่รู้เรื่องของมัน รำพึงอยู่ในใจจากนั่นจึงนั่งสมาธิกำหนดจิตบอกกับตัวเอง “เราจะต้องเอาให้รู้เรื่องของนก” นกนั้นก็ส่งเสียงดังลั่นพนาไพรท่านก็กำหนดจิตวางอารมณ์ตัณหาความทะยานอยากลงพรึ่บพลันจิตของท่านก็สงบเกิดโอภาสแสงสว่างขึ้นก็ได้รับทราบรู้ถึงภาษาของนกที่มันคุยกันเป็นการรับทราบจากภาษาจิต ได้ทราบว่านกตัวนั้นเป็นนกหัวขวานมีหงอนอยู่บนศีรษะเพศเมียได้ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

ท่านก็ได้ทราบภาษาของมันได้สนทนากับนกหัวขวานหนุ่ม นกเพศเมียถาม “เจ้ามาจากไหน จิ๊ก จี๊ก จิ๊ก” ส่งเสียงสำเนียงเจื้อยแจ้ว พระอาจารย์บุญเดชได้ฟังดังนั้นก็รับทราบภาษาของนกได้ยินเสียงนกหัวขวานตัวผู้ตอบกลับ “โอ้สาวน้อยเอ๊ย เรามาจากทางบ้านดงชมพูถ้ำแคนนู่นแหละ” นกตัวผู้แสดงอาการจีบนกตัวเมีย “เจ้าทำอย่างไรหนอ จึงได้เป็นผู้สวย ผู้งามแท้”

นกตัวเมียเขินอายตอบให้ทราบ “เจ้าอยู่ทางถ้ำแคนก็สมชื่อ จริงๆ นะพูดเพราะจริงๆ” นกทั้งคู่โดยเฉพาะเพศผู้ก็เริ่มบรรเลงเพลงรัก ส่งภาษารัก พูดเกี้ยวพาราสีนกตัวเมีย พระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังก็พิจารณาตามเสียงนั้นทราบทางภาษาจิต “สัตว์โลกนี้หนอ ภาษาธรรมนี้เป็นภาษากลางจริงๆ อัศจรรย์จริงๆ นะ ภาษาธรรมรู้ได้แม้กระทั่งภาษาสัตว์” จากนั้นท่านก็ค่อยพยุงจิตลืมตาขึ้น ระวังจิตของท่านไม่ให้ไปกระทบนกคู่นั้นเกรงจะเป็นอันตรายแก่นกได้ พอลืมตาขึ้นก็ทราบว่า นกทั้งคู่นั้นกำลังจีบกันจนได้ลงเอยกัน ถึงขนาดตกลงจะแต่งงานกัน นกหัวขวานอีกตัวหนึ่งบอกให้อีกตัวทราบ “เอาอย่างนี้นะเจ้ารอข่อยอยู่ที่นี้นะ ข่อยจะไปเรียกพ่อแม่ของข่อยมาดูตัวเจ้าให้เจ้ารออยู่ที่นี้นะ เราอยู่กับพ่อกับแม่ เราเป็นลูกคนเดียว” ช่วงนี้เกิดความสะดุ้งแปลกใจนกตัวผู้ก็โผบินจากไปนกหัวขวานเพศเมียก็เฝ้ารอไม่ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวแต่อย่างใดเฝ้ารอนกหัวขวานตัวผู้อย่างใจจดใจจ่อบินถลาไปจับกิ่งไม้ต้นนั้นต้นนี้เพื่อรอคอยการกลับมาของนกหัวขวานหนุ่มที่จะพานกผู้เป็นแม่ของตนมาขอนกสาว พระอาจารย์บุญเดชนั่งอยู่บนโขดหิน กำหนดจิตไว้เพื่อมิให้ไปกระทบกระเทือนนกหัวขวานมิให้เกิดความตกใจแต่อย่างใด เพื่ออยากพิสูจน์ดูว่าการรับทราบทางจิตสมาธินี้จะเกิดข้อเท็จจริงอย่างไรในครั้งนี้

จากนั้นไม่นานก็เห็นนกหัวขวานบินกลับมาหานกหัวขวานสาวที่เฝ้ารออยู่จริงๆ พร้อมกับพ่อและแม่บินมายังบริเวณใกล้ๆ กับที่พระอาจารย์บุญเดชนั่งอยู่บนนั้นสังเกตดูชีวิตของนก รูปร่างของนกทั้งสามตัวนั้นก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันแยกไม่ออก ว่าตัวไหนมีอายุมากตัวไหนมีอายุน้อย เฝ้าสังเกตการณ์ดูก็เข้าใจว่าตัวอ่อนตัวเล็กกว่าเพื่อนนั้นน่าจะเป็นลูกชาย ส่วนสองตัวที่เหลือนั้นก็เป็นพ่อและแม่ของนกหนุ่มผู้นี้ บินมาถึงได้พบกับนกหัวขวานสาว “เป็นอย่างไรลูกตกลงกันได้จริงๆ หรือถ้าตกลงกันได้จริงๆ เจ้าก็ไปเรียกพ่อเรียกแม่เจ้า มาคุยกันกับพ่อกับแม่ ให้ครูบาอาจารย์ที่นั่งภาวนาบำเพ็ญได้ฟังด้วย เป็นสักขีพยานซะเถอะ ท่านกำลังนั่งอยู่ซึ่งถือเป็นมงคลแล้ว” พระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังก็แปลกใจ นึกในใจ

“นกมันคงพูดถึงเราเป็นแน่แท้” จากนั้นทางฝ่ายญาติผู้ใหญ่ของนกเพศผู้จึงได้บอก “งั้นหมั้นกันวันนี้เลยเป็นมงคลแล้ว” พระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังก็คิดในใจ “เอ๊ มันจะเอาอะไรมาหมั้นหรอคราวนี้” ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ป่าที่มันเคยเห็นมนุษย์ที่มีศีรษะได้ถูกโกนผมออกหมดแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์มันเห็นบ่อยๆ มันจึงพอทราบว่านี่แหละมนุษย์ที่สมมุติว่า “พระสงฆ์” นกเองมันก็ไม่ทราบว่าพระอาจารย์บุญเดชนั่งกำหนดจิตฟังเสียงของพวกตนพูดคุยกัน พ่อแม่นกบอกให้ทราบ “ถ้าอย่างนั้น ไปซะไปด้วยกันเจ้าไปอยู่ด้วยกัน” นกสาวก็มีท่าทางรีรอสงวนท่าทีบอกให้ทราบ “เจ้าไปกับข่อยแล้วข่อยจะไปบอกพ่อแม่ข่อยให้มาหาพ่อแม่เจ้า ให้พ่อแม่เจ้ารออยู่ที่นี่ ” การเจรจาตกลงก็ลงเอยกันด้วยดี จากนั้นนกหัวขวานสาวกับนกหัวขวานหนุ่มจึงได้บินถลาสู่กลางเวหาร่อนไปด้วยกัน ไปทางป่าเขตอำเภอบ้านแพง พระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังภาษาสัตว์ก็เฝ้ารอการสังเกตการณ์ “อ้าวคอยดู อีกนานแค่ไหนหนอ” นกสองตัวนี้คือผู้เป็นพ่อเป็นแม่ของนกหัวขวานหนุ่มก็เงียบไปส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว กาลผ่านไปประมาณ ๓๐ นาที พระอาจารย์บุญเดชก็ได้ยินเสียงอีกทางฝากฝั่งหนึ่งมีเสียงดังระงมก้องไพร เป็นเสียงของนกดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล จากนั้นนกคู่หนุ่มสาวที่บินไปหาพ่อแม่ของอีกฝ่ายจึงได้บินกลับมาพร้อมกันรวมเป็นสี่ตัว นกครอบครัวนี้ทางฝ่ายนกตัวผู้ก็มีลูกอยู่คนเดียวเช่นกัน เมื่อมาพร้อมหน้ากันระหว่างพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายและนกหัวขวานหนุ่มสาวในบริเวณที่นัดหมายเฝ้ารอรวมหกตัว พระอาจารย์บุญเดชก็แปลกใจ

“อัศจรรย์ เราฟังมันก็รู้เรื่อง แล้วเป็นไปตามที่มันนัดกันไว้ทุกอย่าง” พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันก็ได้ความตกลงกันในอีกสามวันข้างหน้าจะมีพิธีแต่งงานกันเกิดขึ้นโดยจะไปทำพิธีแต่งงานกันที่รังนกเจ้าบ่าว บ้านดงชมพู ณ ถ้ำแคน นกนั้นก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเป็นภาษาของมัน พระอาจารย์บุญเดชก็ได้ทราบ “ถ้าหลวงพ่อ อยากจะไปดูพิธีแต่งงานนิมนต์หลวงพ่อไปถ้ำแคนนะ บริเวณนั้นมีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง อีกสามวันนะจะมาแต่งงานกัน ” พระอาจารย์บุญเดชรับทราบทางจิตก็ทราบว่านกนั้น ได้พูดถึงตัวท่าน ท่านก็ได้คิดรำพึงในใจ “ถ้าเรามีเวลาก็จะไป ถ้าไม่มีเวลาก็จะไม่ไป”

จากนั้นนกทั้งหกตัวจึงได้พาโผบินเลี้ยงฉลองยังรังนกหัวขวานสาวเพื่อไปทำพิธีหมั้นหมายที่รังนกหัวขวานสาว พระอาจารย์บุญเดชได้เฝ้าสังเกตการณ์ ครั้นพอถึงกำหนดวันที่สามอันเป็นวันตกลงแต่งงานของนกหัวขวานหนุ่มกับนกหัวขวานสาว วันนั้นพระอาจารย์บุญเดชจึงได้ขึ้นไปอยู่บนยอดเขา อยู่บริเวณตุ้มนกทา (โขดหินใหญ่) บนยอดเขาภูลังกา ยืนมองไปยังเบื้องล่างก็เห็นหมู่บ้านดงชมพู เห็นอาณาเขตวัดถ้ำแคน พระอาจารย์บุญเดชก็มองเห็นต้นไทรใหญ่จึงกำหนดดูก็ทราบว่าที่ต้นไทรใหญ่นี้มีรังนกหัวขวานอยู่เล็กเห็นแต่ไกล ในบริเวณนั้น ณ วัดถ้ำแคน ปรากฏว่าวันนั้นพระสงฆ์ท่านไปทำธุระที่อื่นหมดทุกรูป ไม่มีพระอยู่วัดพอดีวันนั้นเป็นวันแต่งงานของนกหัวขวาน พระอาจารย์บุญเดชได้ทราบเมื่อเห็นนกบินมาจากสถานที่ต่างๆ มีจำนวนมากมายนับสามร้อยถึงสี่ร้อยตัวก็ว่าได้ มาจากภูวัวเพื่อมาร่วมพิธี ล้วนมีแต่นกหัวขวานส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังระงมก้องออกมาจากต้นไทรใหญ่ กาลเวลาผ่านไปพิธีแต่งงานก็อันเป็นเสร็จพิธี

พระอาจารย์บุญเดชจึงละความสนใจกลับไปเดินจงกรมต่อช่วงกาลเวลานั้นตรงกับเดือนสิบสอง อากาศกำลังดี ร่มครึ้มไม่มีแดดแต่วันนี้พระอาจารย์บุญเดชไม่ได้อธิษฐานว่าจะเดินจงกรมนานเท่าใดจึงเดินปรับอิริยาบถสี่ก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน คือจิตตัวเดิมที่ยังไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาปะทะให้จิตขุ่นมัว

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo