

บรรพชาเป็นสามเณร
ขณะนั้น เด็กชายบุญเดช ภาโนมัย มีอายุย่างเข้า ๑๓ ปี ได้ติดตามครูบาอาจารย์ไปอยู่อุบลราชธานี ไปบวชเป็นตาผ้าขาวน้อยได้ ๗ เดือน จากนั้นจึงได้บวชเรฝ่ายมหานิกาย ณ วัดบ้านน้ำเที่ยง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และได้มาสอบนักธรรมตรี ต่อมาได้เกิดการทะเลาะกับสามเณรที่วัดบ้านน้ำเที่ยง จึงตัดสินใจลาสิกขาจากการเป็นสามเณรฝ่ายมหานิกาย แล้วได้ไปบรรพชาเป็น สามเณรฝ่ายธรรมยุต ณ วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ่อยเป็นผู้บรรพชาให้ขณะที่มีอายุได้ ๑๔ ปีเต็ม ด้วยความ ที่เห็นจริยวัตรอันงดงามของพระภิกษุสามเณรที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทำให้สามเณรบุญเดช ภาโนมัย เกิดศรัทธาเลื่อมใสสามารถปฏิบัติตัวอยู่ในพระวินัยได้อย่างสงบ
จนมีอายุเข้าสู่สามเณรใหญ่วัย ๑๘ ปี ขณะนั้นโยมแม่ของสามเณรบุญเดชได้ล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์ สามเณรบุญเดผู้มีความกตัญญูต่อบุพการีและครูบาอาจารย์ จึงได้ตั้งใจจะขอลาสิกขาเพื่อออกไปปรนนิบัติดูแลโยมแม่ สามเณรบุญเดชจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน
“เราจะไปขอกราบลาครูบาอาจารย์สามท่าน ถ้าหากมีครูบาอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่ง ห้ามเราไม่ให้สึก เราก็จะไม่สึก ขอเป็นขอตายในศาสนานี้ ไม่ขอสึกตลอดชีวิต”
พออธิษฐานจิตแล้ว สามเณรบุญเดชจึงได้เดินทางไปกราบขออนุญาตเรียน จุดประสงค์ดังกล่าวต่อครูบาอาจารย์ทั้งสามท่านคือ หลวงปู่จำลอง ปภากโร วัดบ้านหนองจอก หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมาวุโธ วัดป่าแก้วชุมพล จ. สกลนคร ท่านก็ไม่ได้ห้ามแต่ประการใดและท่านที่สามก็คือ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ. สกลนคร สามเณรบุญเดชไปกราบขอลาสิกขาจากการเป็นสามเณร ปรากฏว่าท่านก็ไม่ได้ห้ามแต่ประการใด หนำซ้ำยังมอบปัจจัยให้ไปอีก ๙,๐๐๐ บาท พร้อมกับสั่งกำชับว่า
“อ้วนเอ้ย ถ้าเจ้าไม่ผิดศีลข้อสามเจ้าจะได้กลับมาบวชอยู่ในผ้าเหลืองอีกนะลูกเอย จำไว้”
จากนั้นสามเณรบุญเดชจึงได้ลาสิกขาจากเพศบรรพชิตสู่เพศฆาราวาสอีกครั้ง พอสึกแล้วอายุก็เข้าวัยหนุ่มสะพรั่ง จึงได้มาทำงานช่วยครอบครัวโดยการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย
เณรอธิษฐานนิมิตช่วยชาวบ้าน
พระอาจารย์บุญเดชได้เทศน์ให้ฟังว่า
“ตอนบวชเป็นสามเณรนี่ยังไม่ได้เล่าสักทีเราจำเก่งนะ ตอนบวชเป็นเณรไปกราบหลวงปู่ฝั้น อยากเป็นพระอรหันต์ ความคิดอยากจะเป็นนายพลเริ่มเปลี่ยนไป ครั้งนี้อยากเป็นพระอรหันต์ อ้อตอนเป็นเณรเก่ง เก่งเรื่องบอกหวย ไม่เก่งได้อย่างไร ฝันเห็นเทวดาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ คือไปสงสารหมู่พระเณรและหมู่ครูบาอาจารย์ด้วยกัน เวลาเดินไปบิณฑบาตผ่านบ้านคอมมิวนิสต์ เขาจะไม่ใส่บาตร ทีนี้เราจะทำอย่างไรจึงจะให้คอมมิวนิสต์ใส่บาตร เราก็ใช้วิธีไปปักกลดในถ้ำเขา แล้วก็บอกให้เขาไปซื้อหวย บอกบ้านนี้แล้วก็ไปบ้านนั้น บอกบ้าน นั้นแล้วก็ไปบ้านนั้นๆ พอได้เงินมาปุ๊ป ก็บิณฑบาตจากเขามา แล้วก็เอาเงินมาแจกแต่ละบ้านๆ แล้วเขาก็มาศรัทธาเรา ทีนี้พอครูบาอาจารย์ผ่านไปแล้วสบาย ถ้าเก็บเงินไว้ โอ้ได้หลายสิบล้านอยู่
มีเณรอยู่ ๒ รูป เณรจ่อยกับเณรอ้วน เณรจ่อยนี่ตอนจากกันนี่หันหลังให้กันนะ หันหลังให้กันที่ภูพานตั้งแต่ตอนเป็นเณรแล้ว อายุ ๑๘ ปี ว่าเราจะเดินคนละทาง ถ้าตราบใดไม่เป็นพระอรหันต์นี่ห้ามมาพบกัน จนทุกวันนี้ไม่เห็นกันเลย แล้วจะไม่บอกหวยอีกเลย เพราะว่าโดนยาสั่งเกือบตาย โดนเจ้ามือเอายาใส่เกือบตาย นั่นแหละ ชีวิตการบอกหวยก็เลยจบไปสมัยเป็นเณร
เรื่องบอกหวยนี่เป็นเรื่องของกรรมเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องของเทวดาเหมือนกันนี่ คนที่ถูกมากๆ ที่สุดนี่ เขาอยู่ในอำเภอ อยู่ในจังหวัด บอกเขาว่าหวยมันจะออกตัวนี้นะ ข้างบนจะออกตัวนี้ ข้างล่างจะออกตัวนี้นะ แล้วหลวงพี่เณรจะเอาเงินเท่าไรเอากระสอบหนึ่ง วันที่ ๑๗ นะโยมจะเอาเงินมาให้ ไม่รู้แกถูกเท่าไร แกเอาเงินมาให้เลยกระสอบหนึ่ง เงินแบงค์ ๕, ๑๐ และแบงค์ ๒๐ นี่แหละ แล้วเราก็เอาเงินไปซื้อของใส่รถ ๖ ล้อ ใส่รถ ๑๐ ล้อ ไปตามวัดครูบาอาจารย์ทั้งธรรมยุตมหานิกายไปหมด ตั้งแต่อีสานเหนือ จนอีสานใต้ดังที่สุด เณรอ้วนกับเณรจ่อยเรื่องบอกหวยนี่บอกไปจนหวยสอนเราเกือบตาย ได้แบกเณรจ่อยวิ่งจนไปถึงหลวงปู่เทสก์ ถ้าไม่ถึงหลวงปู่เทสก์ก็คิดว่าวันนั้นตายแน่ พอไปถึงหลวงปู่ หลวงปู่เอายามารากเดียวฝนๆ ใส่มะนาวกรอกลงไป ถ่ายท้องอย่างแรงทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา ฟื้นเลย ก็เลยพากันกลับขึ้นมาตั้งหลักใหม่ ที่จริงโดนทั้ง ๒ คน แต่อาตมาธาตุแข็งกว่า เพราะอาตมากินน้ำมะนาวก่อน มันก็เลยล้างลำไส้ได้ นี่แหล่ะตอนชีวิตสามเณร”
