อุปสมบทดำรงเพศบรรพชิต

เตรียมจิตเตรียมกายก่อนจะอุปสมบทประมาณ ๗-๘ เดือน ครั้นถึงการกำหนดปรารถนาจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุของหนุ่มบุญเดช ภาโนมัย จึงได้เดินทาง สูจังหวัดจันทบุรี จุดหมายคือวัดเขาสุกิม อ. ท่าใหม่ ในก่อนหน้านี้แล้ว ณ พัทธสีมา วัดเขาสุกิม โดยมี พระศรีสุธินายก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการบุญ สิริปุณโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการจวน กัตลตโน เป็นพระอนุสาวนาจารย์พร้อมพระภิกษุร่วมหัตถบาสทำการอุปสมบทให้ได้รับฉายา “ญาณเตโช” เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๙

ครั้นอุปสมบทดำรงเพศพรหมจรรย์เพื่อการเดินทางแห่งจิตสะดวกราบรื่นปรารถนา มุ่งสู่ความบริสุทธิ์สิ้นอาสวะที่หมักหมมอยู่ในจิตใจให้มลายสูญสิ้น พออุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ในค่ำคืนแรกของพระบุญเดช ญาณเตโซ จึงอธิษฐานตั้งจิตสมาธิ ได้รับฟังธรรมโอวาทจากท่าน หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ที่ท่านเน้นให้บำเพ็ญบารมีด้วยการมีสติควบคุม จากนั้นพระบุญเดชก็ได้เข้าวิหารระลึกถึงความหลังที่สัญญาใจกับหญิงสาวที่ได้ตกลงกันไว้ว่า
๑. จะบวชเพียง ๑ ปี (๑ พรรษา คือ ๓ เดือน) หลังจากนั้นแล้วก็จะ สึกออกไปแต่งงานกัน
๒. ถ้าหากบวชเป็นพระได้เกิน ๑ ปี แล้วจะไม่สึกตลอดชีวิต

จากนั้นจึงได้เข้าสมาธิภาวนา ขออธิษฐานจิตเสี่ยงทายถึงบุพวาสนาบารมีในเพศบรรพชิต “ชาตินี้ข้าพเจ้าจะพันทุกข์ขอให้มีนิมิตแสดงปรากฏ” ภายหลังจากอธิษฐานแล้ว พระบุญเดชก็ได้ทำสมาธิภาวนา ก็ได้ทราบเหตุการณ์ปรากฏทางฝัน (นิมิต)

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโซ ได้เล่าให้ฟัง “ตกคืนนั้นหลังอธิษฐานแล้ว เราก็ได้ฝันเห็นวิหารเป็นชั้นๆ คล้ายชายหาดทะเล ชั้นแรกฝันเห็นมีแต่พระอายุมากๆ ชั้นสองเห็นแต่พระหนุ่มๆ ขนาดวัย ๔๐-๕๐ ปี ชั้นสามเห็นมีแต่พระเณรหนุ่มๆ ชั้นสี่มีแต่แม่ขาว พ่อขาวชีจำนวนมากอยู่ริมน้ำ แถวหน้าคล้ายคนไปดูน้ำทะเล ตัวเราเองเป็นพระได้ว่ายน้ำลอยอยู่บนเวิ้งน้ำใหญ่ ลอยตัวอยู่ในน้ำจนมองไปข้างหน้าจวนจะถึงฝังอยู่แล้วก็ปรากฏว่าหมดแรงก่อน พอดีได้มองเห็นภูเขาลูกหนึ่งขนาดใหญ่อยู่บนเกาะใหญ่มากเห็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในภูเขา เห็นพระรูปหนึ่งนั่งเคี้ยวหมาก ก็ลอยไปจนหมดแรงซะก่อนใจจะขาด ในนิมิตนั้นก็ได้มีข้างเผือกตัวใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากเขา โครมๆๆ วิ่งเอางวงเกี่ยวตัวเรายกขึ้นไปลงนั่งบนคอของมันแล้วข้ามน้ำไป นำตัวเราไปให้พระรูปหนึ่งใน

ฝันนั้นจำได้ว่าเป็นพระชื่อ หลวงพ่อท่อน ญาณธโร ท่านจึงดึงแขนขึ้นจากหลังช้างแล้วชี้ไปที่พระอีกรูปหนึ่งก็ได้ทราบว่าเป็นท่านหลวงตามหาบัวกำลังนั่งเคี้ยวหมาก พอได้พบ หลวงตามหาบัว (ญาณสัมปันโน) ท่านก็ทัก “อ้าว ผมรอท่านอยู่นี่แต่นานแล้ว ทำไม ท่านมานานแท้” หลวงตามหาบัวท่านจึงได้เทศน์ให้ฟังเรื่องอริยสัจไปจนจบ ในฝันนั้น ท่านก็ชี้ให้เราไปกราบพระธาตุพนม จากนั้นจิตก็ถอนออกมาจึงมาพิจารณาย้อนหลังชาตินี้เราพันทุกข์แน่นอน ภายหลังจากที่พระอาจารย์บุญเดชได้ทราบวาสนาบารมีแห่งเพศบรรพชิตจากการอธิษฐานจิต ทำให้พระอาจารย์บุญเดชเกิดกำลังใจ เกิดความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติจิตภาวนาเพื่อให้จิตถึงธรรมได้สำเร็จ แต่ทว่าเวลาและโอกาส ยังไม่เอื้ออำนวยสมใจปรารถนาเนื่องเพราะในขณะนั้นทางวัดเขาสุกิมได้มีการก่อสร้างวิหาร ศาลาขึ้นอีกหนึ่งหลัง จึงจำเป็นที่พระเณรและญาติโยมต้องร่วมมือ ร่วมใจกันออกกำลังกายช่วยเหลืองานการก่อสร้าง พระอาจารย์บุญเดชก็เช่นเดียวกันกำลังเรี่ยวแรงวังชายังมีเพียงพอ ได้ทำหน้าที่ช่วยในการแบกปูนจากพื้นข้างล่าง แบกเดินขึ้นเขาเพื่อนำไปทำการก่อสร้างศาลาวิหารธรรม ครั้นพอว่างจากงานด้านการก่อสร้าง ก็จะมาทำกิจของสงฆ์ อาทิ อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ปัดกวาดลานวัด ฯลฯ

ภายหลังจากที่พระบุญเดชบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ทางฝ่ายญาติของแฟนหญิงได้พากันมาตรวจสอบดูว่า ท่านบุญเดชนั้นได้บวชจริงไหม? มีการติดต่อส่งข่าว สื่อสารถึงกันตลอด ต่อมาการติดต่อสื่อสารก็ขาดหายไป อันเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับที่หญิงสาวที่หมายปองตกลงหมายมั่นกันไว้ก็ได้แอบหมั้นหมายกับชายหนุ่มอื่นไปพอดีพระอาจารย์บุญเดชครั้นมานั่งสมาธิทางกายก็หลับตาภาวนา ส่วนทางจิตนั้นกลับมิได้จดจ่ออยู่ที่องค์ภาวนา จิตหวนระลึกคิดถึงแต่หญิงสาวคนรักที่สัญญาตกลงกันไว้เป็น มั่นเป็นเหมาะ ตกลงกันไว้ว่าจะบวชเพียงสามเดือนเท่านั้น ก็จะลาสิกขาออกจากเพศบรรพชิต

วันนั้นพระภิกษุสงฆ์สามเณรได้ปฏิบัติอุปัฏฐากทำการสรงน้ำหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย แล้วก็พากันมานั่งรอฟังหลวงปู่ท่านเมตตาให้โอวาทธรรม ขณะนั้นพระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังธรรมโอวาทของหลวงปู่สมชายแต่จิตก็ยังคิดถึงสาวคนรัก “เขาจะเอาผัวหรือยังหนอ? ทำไมไม่เห็นเขียนจดหมายมาหาเราหนอ?” ขณะนั้นมีพระเณรประมาณ ๓๐-๔๐ รูป อยู่รอฟังโอวาทจากหลวงปู่สมชาย ท่านหลวงปู่สมชายก็แหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบนเอ่ยวาจา “ลูกเอย ผู้หญิงไม่ใช่แม่เรา เราจะไปคิดถึงเขาทำไมหนอ” พระอาจารย์บุญเดชขณะนั้นได้ฟังถึงกับมีอาการสะดุ้งตกใจเหมือนถูกลูกศรอาบยาพิษยิงออกมาจากมือนายพรานฉมังเข้าตรงกลางกล่องดวงใจ หลวงปู่สมชายท่านก็ได้เอ่ยต่อไป “มีพระองค์หนึ่งนั่งภาวนาได้น้านนาน แต่ว่าคิดไปนุ่นแล้วเขาจะเอาผัวหรือยัง ตกลงกันไว้ ๓ เดือน ออกพรรษา โอ้ ตกลงก็คือตกลงว่า แต่ว่าเขาเอาผัวแล้ว เขาหมั้นกันแล้ว แต่ถ้าไม่เชื่อก็ไปสอบถามดูก็ได้”

ขณะนั้น มีพระเณรร่วม ๓๐-๔๐ รูปก็ไม่ทราบว่าหลวงปู่สมชายท่านพูดถึงใครเพราะไม่ได้ระบุชื่อ พระอาจารย์บุญเดชนั้นขณะนั่งฟังก็รู้สึกเย็นจับเข้าหัวใจ “เราได้รับปากกับยายไว้แล้วว่าจะบวชให้ยายอย่างต่ำ ๗ ปี” พระอาจารย์บุญเดชระลึกหลวงปู่สมชายก็ทักขึ้น

“ยายเลี้ยงมาตั้งแต่น้อยจนใหญ่ ก่อนจะตายยายสั่งไว้ บวชให้ยายเด้อ”พระอาจารย์บุญเดชนั่งฟังคิดตามคำพูดของหลวงปู่สมชาย “ใครจะมียายบอกแบบนี้คงมีแต่เรานะนี่” พระอาจารย์บุญเดชพูดถึงความหลังให้ฟัง ขณะนั้นหญิงสาวสัญญาไว้ว่า

“ถ้าไม่สึกจะไม่เอาใครเลยตลอดชีวิต” เราก็หลงไปพูดรับปากเช่นกัน “ถ้าข่อย (เรา) ไม่ได้เจ้าข่อยก็ไม่เอาใครเหมือนกันล่ะโลกนี้” พูดกันในวัด ขณะพาหญิงสาวไปทำบุญ ก็นั่งคิดอยู่ในรถ สาวเจ้าก็มีที่ดินอยู่ทางเมืองเลย เขาพาไปดูที่ดินที่สร้างบ้านตรงนั้น ตรง นั้นเราจะสร้างที่จอดรถ บริเวณนั้นจะปลูกลำไย บริเวณนั้นจะปลูกลิ้นจี่ หลวงปู่สมชายท่านก็ได้เอ่ยต่อไปถึงเรื่องราวของพระรูปหนึ่ง ก็บังเอิญไปตรงกับเรื่องราวชีวิตของพระอาจารย์บุญเดชขึ้นมา “หม่อง (หมายถึงบริเวณ) นั้นก็จะเอาไว้จอดรถ หม่อง นั้นเอาไว้ปลูกลิ้นจี่ รถก็รถเบนซ์” ก็ปรากฏว่าหญิงสาวนั้นก็มีรถเบนซ์เหมือนกัน

หลวงปู่สมชายกล่าวลอยๆ ต่อไป “ถ้าได้ลูกคนหนึ่งก็นั่งกลาง เจ้าของก็ขับพาเมียเที่ยว เลาะแม่น้ำโขง” พระอาจารย์บุญเดชได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งตกใจ “ตายแท้ตายแน่เลยเราคราวนี้” พระอาจารย์บุญเดชได้แต่นั่งตัวแข็งที่อ เพราะรู้ว่าท่านหลวงปู่สมชายกำลังพูดถึงตัวท่านพระอาจารย์บุญเดชนั่นเอง จึงได้สติกลับคืนมา จึงมุ่งหน้า มุ่งศึกษาปฏิบัติธรรม ณ วัดเขาสุกิม อย่างเข้มงวด พอถึงฤดูกาลออกพรรษาพระอาจารย์บุญเดชก็ได้ออกวิเวกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งจะมาพำนักภาวนา ณ เขตภูวัว เนื่องจากโยมแม่ไม่สบาย จึงได้มาเยี่ยมดูอาการโยมแม่ทำนักบำเพ็ญภาวนาฝึกสติด้วยอุบายธรรมอดอาหาร อดนอน แต่ก็ยังไม่เข้มงวดตัวเองมากนัก ครั้นพอถึงฤดูเข้าพรรษาพระอาจารย์บุญเดชจึงได้เดินทางกลับเพื่อมาจำพรรษาณ วัดเขาสุกิม อยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติจิตเพื่อให้จิตถึง “ธรรม” กับท่านหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย เช่นเดิม จวนครบพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๓ ในปีนั้นพระอาจารย์บุญเดชได้อาพาธเป็นใช้มาลาเรีย จะนั่งสมาธิก็ไม่ได้ปวดหัวทุกข์ทรมานมาก จึงได้มานอนภาวนา พิจารณาแทนการนั่งภาวนา กายอ่อนกำลัง แต่ด้านจิตใจเข้มแข็งกล้าแกร่ง พระอาจารย์บุญเดช จึงได้นอนพิจารณาเรื่องตายแล้วจะไปไหน จิตมีความห่วงใยเยื่อใยกับสิ่งใดบ้าง ใน ช่วงเวลานั้นน้องสาวของพระอาจารย์บุญเดชได้แต่งงานไปไม่นานก็กำลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ ๒ เดือนกว่า

ขณะนั้นจิตของพระอาจารย์บุญเดชได้วูบรวมสงบลงสู่ใจ จึงได้ส่งกระแสจิตออกจากร่างได้ทราบทางสมาธิเห็นเป็นสายใยรุ้งสีเขียว (จิตที่ยังไม่ขาดจากร่าง) ออกจากกายพุ่งไปยังครรภ์น้องสาว ขณะนั้นน้องสาวอยู่ที่จังหวัดเลย สติพระอาจารย์บุญเดชรู้สึกรู้ “หึ กูจะไปเกิดหรือนี่” พอในขณะนั้นพระอาจารย์บุญเดช ก็ได้ยินเสียงผู้รู้ (พระธรรม) บอกมาทางโสตทวาร “ถ้าไปแบบนี้ต้องไปเกิดอีก ๑ ชาติ แล้วก็ต่อไปอีกหลายชาติ” อำนาจแห่งตบะธรรมที่สั่งสมหนุนน้ำอบรมจิตของพระอาจารย์บุญเดช ก็ได้ทราบว่า หากจิตวิญญาณของตนออกจากร่างในครั้งนี้ก็จะได้ไปเกิดเป็นบุตรของ น้องสาวเป็นแน่แท้เพราะจิตใจนั้นเป็นห่วงแต่น้องสาวคนเล็กที่ต้องคอยปรนนิบัติดูแลบิดามารดา จิตผูกพันโยงเป็นสายใยอันนำพาไปเกิดสร้างภพสร้างชาติ วิธีแก้จะมีวิธีอย่างใด ก็ต้องด้วยการอาศัยการกำหนดจิตตัดสายใย (คล้ายกสิณ) ในค่ำคืนนั้นพระอาจารย์บุญเดชจึงได้กำหนดจิตตัดสายใยจิตย้อนเข้ามาสู่กายดังเดิม จิตรวมตัวเข้ามาสายใยจิดขาดสะปั้นแยกออกจากครรภ์น้องสาวทันที จิตย้อนเข้าสู่กายได้สติสมบูรณ์กลับคืนอาการเวทนาก็เริ่มดีขึ้นๆ จนสามารถลุกขึ้นมานั่งภาวนาได้ดังเดิมประกอบ กับการได้ฉันสมุนไพรบำรุงร่างกาย ภายหลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นผ่านไปพระอาจารย์บุญเดชก็ได้ทราบข่าวว่าน้องสาวได้แท้งลูก โดยไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เลย จ่า ก็แท้งขึ้นมาเอง (ไม่มีดวงจิตไปอุบัติในครรภ์) ในเหตุการณ์ครั้งนั้นหากน้องสาวไม่แท้งลูกพระอาจารย์บุญเดชหากมรณภาพลงก็จะไปเกิดเป็นบุตรของน้องสาวเป็นแน่แท้

พอออกพรรษาพระอาจารย์บุญเดชจึงได้ออกวิเวกไปทางอีสานในเขตมุกดาหาร ก่อนหน้านั้นพระอาจารย์บูญเดช ก็ได้มีโอกาสไปกราบคารวะ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ณ วัดป่าโคกมน อ.วังสะหุง จ. เลย ภายหลังจากที่วิเวกออกมาจากวัดเขาสุกิม พระอาจารย์วัดป่าโดกมน อ. วังสะพุง จ. เลย ภายหลังจากที่วิเวกออกมาจากวัดเขาสุกิม พระอาจารย์บุญเดชได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ ณ เขตเทือกเขาภูพาน ก็ได้นิมิตเห็นหลวงปู่ชอบ ท่านได้เมตตามาอบรมธรรมในเรื่องการเดินทางของจิต การฝึกจิตโดยท่านหลวงปู่ชอบท่านแนะนำในทางสมาธิให้พระอาจารย์บุญเดชทราบคือให้กำหนดสติอยู่กับผู้ร้ให้ผู้รีอยู่กับสติยืน เดิน นั่ง นอน ถ้าเราปรับจิตตัวนี้ได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปอดนอนผ่อนอาหาร แต่ว่าเราจะอยู่อิริยาบถใดเราต้องให้จิตอยู่กับสติตลอด ให้มีสมาธิตลอดจะนอนอย่างไรก็ต้องมีสตรู้สึกตัวตลอด

ในช่วงหนึ่งแห่งการออกวิเวกในคราวนั้น พระอาจารย์บุญเดชก็ได้มีโอกาสรู้จัก กับพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งทราบชื่อในภายหลังว่า พระอาจารย์สายทอง เตชะธัมโม ก่อนหน้านั้นท่านพระอาจารย์สายทอง เตชะธัมโม ท่านก็ได้นิมิตเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าเช่นกันว่าในเร็วๆ นี้ ท่านจะได้พบกับเครือญาติ พอดีในช่วงนั้นพระอาจารย์บุญเดชก็ได้ไปร่วมงานของท่านพระอาจารย์คำมา วัดบ้านยายคันแท อำเภอคำชะอี จ. มุกดาหาร จึงได้พบกับพระอาจารย์สายทอง ในช่วงสมัยนั้นท่านพระอาจารย์สายทองก็นับได้ว่าเป็น ภิกษุผู้มีความเข้มงวดกวดขันเคี่ยวเข็ญในการปฏิบัติธรรมของท่านเอง ขณะที่ท่านพระอาจารย์บุญเดชยังมิได้เข้มงวดกวดขันในการปฏิบัติจิตของตนเองเท่าใดนัก แต่ก็ได้อาศัยฟังธรรมจากพระผู้ใหญ่ท่านสนทนาธรรมกัน ก็พอเข้าใจในธรรมที่ท่านสนทนากันในช่วงนั้นท่านพระอาจารย์สายทองมีพรรษาได้ประมาณ ๕-๖ พรรษาพระอาจารย์บุญเดชเองเมื่อได้พบกับอาจารย์สายทองก็มีความรู้สึกว่า มีความคุ้นเคยกับพระอาจารย์สายทองเป็นอันมาก ท่านพระอาจารย์สายทองก็เช่นกัน มีความรู้สึกเช่น นี้เช่นกันเสมือนหนึ่งว่าเคยเกิดเป็นพี่น้องกันมาก่อน

จากนั้นจึงวิเวกออกไปทางนครพนม หนองคาย ฯลฯ พำนักอยู่ ณ เขตภูวัวเช่นเดิมณ สถานที่แห่งนี้พระอาจารย์บุญเดชได้อาศัยเดินจงกรม นั่งสมาธิด้วยความเพลิดเพลินในจิตภาวนา พิจารณา ธาตุ ขันธ์ กรรมฐาน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ก็เริ่มเข้าใจเห็นชัดตามความเป็นจริง ขณะนั้นพระอาจารย์บุญเดชได้วิเวกมาทางเขต ภูลังกาพำนักปฏิบัติเร่งเพียรสติ สมาธิ ปัญญา ณ ดินแดนอาถรรพ์แห่งนี้ได้ประมาณ ๑ เดือน จิตใจก็เริ่มรู้สึกเยือกเย็นสงบได้เร็ว การภาวนา ดูกาย ดูจิต ก็เริ่มเข้าใจตามสภาวะ สัจจธรรม ต่อมาได้ไปเข้ากราบนมัสการหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่าน ก็ได้เมตตาถาม “ภาวนาที่นี่ดีไหม?” พระอาจารย์บุญเดชเรียน “ดีที่สุดครับ” หลวงตามหาบัวท่านจึงสั่งกำซับให้พระอาจารย์บุญเดชให้เร่งบำเพ็ญภาวนาติดต่อกันอีก ๕ ปี อย่าให้ขาดความเพียร

ครั้นพอถึงฤดูเข้าพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๕ พระอาจารย์บุญเดชจึงได้วิเวกกลับวัดเขาสุกิม เพื่อศึกษาอบรมสนองงานพระเดชพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ในด้านต่างๆ ขณะนั้นพระอาจรย์บุญเดชมีพรรษาในทางพระพุทธศาสนานับเป็นพรรษาได้พรรษาที่๗ ซึ่งสมัยนั้นมีการก่อสร้าง ทางวัดได้อาศัยรถยนต์ของทางตำรวจชายแดนอาศัยไปรับญาติโยมเพื่อมาช่วยหินทรายช่วยก่อสร้างศาลาวิหารภายในวัด

แสดงความคิดเห็น

Leave a reply

โอวาทธรรมพระสุปฏิปันโน
Logo